สรุปข้อมูลรถ Honda City i-DSI ปี 2003-2004 ราคา 100,000-แสนกลางๆ

สรุปข้อมูลรถมือสอง Honda City รุ่นที่ 4 รุ่น i-DSI หรือ แมลงสาบ ปี 2003-2004 รถเก๋งเล็กมือสอง ราคาประมาณ ราคา100,000 บาท-แสนกลางๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจรถมือสองรุ่นนี้ โดยจะพยายามสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับรถให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อรถมือสองนั้นมีความสำคัญ เพราะรถยนต์มีราคาสูง ค่าซ่อมแพง ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่นที่ตามมาก็สูงมากเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องศึกษาหาข้อมูลรถยนต์ที่ต้องการให้ดี ก่อนตัดสินใจซื้อ

สำหรับข้อมูลรถยนต์ Honda รุ่น Honda City i-DSI ปี 2003-2004 ผู้เขียนจะสรุปเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

สรุปข้อมูลรถยนต์มือสองรุ่นนี้

A. ยี่ห้อ รุ่น รถยนต์

รถรุ่นนี้จะมีคุณลักษณะต่างๆ เช่น
– Honda City Type i-DSI ตัวแรก ปี 2003-2004 รุ่นหลักของรถรุ่นนี้หรือ Generation จะเป็น Generation ที่ 4 เริ่มขายปี 2003-2004 อายุรถตอนนี้ประมาณ 15-16 ปี (ปัจจุบัน กันยายน 2019) รุ่นนี้บางคนก็จะเรียก รุ่น i-DSI หรือ รุ่นแมลงสาบ เป็นรุ่นที่เกียร์อัตโนมัติ CVT มีปัญหามากที่สุด ค่าซ่อมแพงที่สุด

– รถรุ่นนี้เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในเมือง เน้นประหยัดน้ำมันเป็นจุดเด่น และนั่งสบาย ห้องโดยสารกว้าง ด้วยตัวถังที่ยาวขึ้น ในบางรุ่นยังสามารถพับเบาะหลังได้ราบเรียบ ขนของยาวๆ หรือนอนก็ได้เช่นกัน มีความอเนกประสงค์อย่างมาก แต่ในความพยายามประหยัดน้ำมัน กลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะอุปกรณ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีจำนวนมากขึ้น และราคาก็แพงตามไปด้วย ที่สำคัญไม่มีความทนทาน

– รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ แบบ i-DSI ซึ่งเน้นความประหยัด แรงช่วงต้น แต่ไม่แรงปลาย ออกตัวดี เน้นใช้ในเมือง คล่องตัว เร็วแรง กำลังเครื่องยนต์ 88 แรงม้า และต่อมาได้ออกรุ่นเครื่องยนต์ VTEC กำลังเครื่องยนต์ 110 แรงม้า ใช้เกียร์แบบ CVT ส่วนเกียร์ธรรมดาก็มีให้เลือกเช่นกัน

รุ่นย่อยของรุ่นนี้
รุ่นย่อยมีหลายรุ่น แต่ผู้เขียนจะแยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะเครื่องยนต์
1. Honda City เครื่องยนต์ i-DSI เครื่องยนต์ 1500 cc รุ่นนี้เน้นประหยัด มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา และ เกียร์อัตโนมัติ
2. Honda City เครื่องยนต์ VTEC เครื่องยนต์ 1500 cc กำลังเครื่องมากขึ้น ขับสนุกมากขึ้น เครื่องแรงกว่า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและ เกียร์อัตโนมัติ รุ่นนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อต่อกรกับคู่แข่งอย่าง TOYOTA Vios

B. ภาษี พรบ ประกันภัย

– รถยนต์มือสอง Honda City เครื่องยนต์ 1500 cc รุ่นนี้ รถมีอายุเกิน 10 ปี ภาษีจะเหลือครึ่งเดียว ภาษีต่อปีประมาณ 800กว่าบาท
– พรบ ประมาณ 600 บาท ต่อปี
– รวมภาษี และ พรบ แล้วประมาณ 1400 กว่าบาท ต่อปี

C. เครื่องยนต์ และระบบเกียร์

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกัน
– รถที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI 1,500 cc ความจุจริง 1,497 cc กำลังเครื่องยนต์ 88 แรงม้า ในครั้งแรกออกรถรุ่นนี้มาก่อน
– รถที่ใช้เครื่องยนต์ VTEC 1,500 cc ความจุจริง 1,497 cc กำลังเครื่องยนต์ 110 แรงม้า หลังจากคู่แข่งอย่าง TOYOTA ได้ออกรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์แรงกว่า ก็คือ Vios 1,500 cc. 109 แรงม้า จึงทำให้ Honda ต้องออกรุ่นนี้ เพื่อมาแข่งขัน

ปัจจุบันรถรุ่นนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 15-16 ปี แต่ยังหารถสภาพดี ใช้งานน้อย เลขไมล์ไม่มากนัก หารถได้ไม่ยาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์ แต่อยู่ที่เกียร์ โดยเฉพาะรถที่ใช้เกียร์ออโต้ CVT เกียร์ไม่ทน ค่าซ่อมแพง

ระบบเกียร์ Honda City รุ่นนี้
ระบบเกียร์ออโต้
รุ่นนี้จะใช้เกียร์แบบ CVT ค่อนข้างสร้างปัญหา ในเรื่องความทนทาน และค่าซ่อมแพง โดยเฉพาะการใช้งานผิดวิธี ออกตัวแรง กระชากบ่อยๆ เกียร์พังเร็วมาก บางคันขับยังไม่ถึง 100,000 กิโลเมตร ก็ต้องจ่ายค่าซ่อมเกียร์หลักหมื่นบาท ถึง หลักแสนบาทแล้ว ค่าซ่อมแพงมาก และหลายคนก็ต้องตัดสินใจขายรถทิ้งเพราะไม่อยากมีปัญหากับเกียร์ตัวนี้ แม้จะมีข้อดีอย่างมากในเรื่องประหยัดน้ำมัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง กับการซ่อมบำรุงเกียร์ อย่างเกียร์ใหม่เบิกศูนย์ ประมาณ 140,000 บาท แต่ปัจจุบัน ก็มีทางเลือกอื่นอย่างเกียร์มือสองจากญี่ปุ่ม แม้จะมีราคาหลักหมื่นบาท แต่รถมือสองเกียร์อัตโนมัติแทบทุกคันที่ลงประกาศขาย ต่างรอซ่อมเกียร์กันทั้งนั้น ช้าหรือเร็วก็ต้องเสียเงินหลักหมื่นบาทอยู่ดี

เกียร์ธรรมดา
การใช้งานรถรุ่นนี้ยังมีตัวเลือกเป็นเกียร์ธรรมดา ซึ่งมีความทนทานกว่าเกียร์ออโต้ แต่อาจไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง รถติดมาก ขับรถไปทำงานทุกวัน ก็คงจะไม่ไหว แต่หากชอบรุ่นนี้ ใช้เกียร์แบบนี้ สบายใจแน่นอน

D. อัตราบริโภคน้ำมัน

Honda City รุ่นนี้เป็นรถที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ในบรรดา City ทุกรุ่น ซึ่งก็เป็นผลมากจากเกียร์ CVT นั่นเอง แต่ขณะเดียวกัน เกียร์ก็พังเร็วที่สุด ค่าซ่อมแพงที่สุด เช่นกัน ค่าซ่อมเกียร์ก็อาจจะไม่คุ้ม ดังนั้นในการคิดคำนวณอัตรรประหยัดน้ำมันจริงๆ แล้วจะต้องนำค่าซ่อมเกียร์ไปรวมด้วย เช่น ใน 100,000 กิโลเมตร มีค่าซ่อมเกียร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีก 50,000 บาท ก็ต้องนำเงินส่วนนี้ไปรวมกับค่าน้ำมันด้วยเช่นกัน จะคิดแต่ค่าน้ำมันอย่างเดียว คงจะไม่ถูกต้อง

ส่วนการนำรถรุ่นนี้อย่างเครื่องยนต์ i-DSI ไปติดแก๊สหวังประหยัดค่าเชื้อเพลง ก็จะมีปัญหาเรื่องคอยล์จุดระเบียดที่จะเสียเร็วเช่นกันจากปัญหาความร้อน ของระบบแก๊ส มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทตามมาเช่นกัน

อัตราบริโภคน้ำมันกับการใช้งานในเมือง รถติด

1. การใช้งานรถรุ่นนี้ในเมือง ติดไฟแดงบ้าง ต้องชะลอรถหรือหยุดรถบ่อยๆ ทำให้เปลืองน้ำมัน ซึ่งรุ่นนี้จะกินน้ำมันในเมืองอยู่ประมาณ 10-13 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร จำนวนผู้โดยสาร หากบรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน หยุดบ่อยติดไฟแดง ชะลอบ่อย ค่อยๆ ขยับ ก็จะกินน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะรถติดหนักมาก ขยับได้ทีละนิด ดังนั้นต้องศึกษาเส้นทางหลักที่ขับรถผ่าน เพื่อดูว่ารถติดหนักมากแค่ไหน เพื่อจะได้เลือกรถให้เหมาะสม เพราะรุ่นนี้อาจจะไม่ประหยัดมากพอ

อัตราบริโภคน้ำมันกับการใช้งานต่างจังหวัด

การใช้งานนอกเมือง ขับยาวๆ ถนนโล่งๆ ไม่มีไฟแดง รถไม่ติด ในความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Honda city รุ่นนี้ทำได้เกิน 15 กิโลเมตรต่อลิตรขึ้นไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่า เส้นทางนั้น ต้องชะลอ หรือหยุดรถบ่อยหรือไม่ มีผู้โดยสารเต็มคันหรือไม่ ซึ่งจะกินน้ำมันมากขึ้น เมื่อเทียบกับทางตรง ทางราบ ไม่ขึ้นเนินลงเนิน

พลังงานทางเลือกอย่างการติดแก๊ส รุ่นนี้มีหัวเทียน 8 ตัว คอยล์ 8 ตัว ค่าซ่อมแพง การติดแก๊ส จึงมีค่าบำรุงรักษาค่อนข้างสูง หากคิดว่าจะซื้อมาเพื่อติดแก๊ส อาจจะต้องศึกษาให้รอบด้าน เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูงมาก

ตัวแปรกินน้ำมันในรถรุ่นนี้ หากพบว่ากินน้ำมัน เช่น ตั้งวาล์ว ตรวจสอบคอยล์จุดระเบิด ถ้าเสื่อมจะกินน้ำมัน ตรวจสอบหัวเทียนอ็อกซิเจนเซนเซอร์ (oxigen sensor )

เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานมากแล้ว ดังนั้น อัตราประหยัดน้ำมันก็จะลดลง จากที่เคยทำได้ 10 – 12 กิโลเมตร/ลิตร ก็อาจจะเหลือ9-11 กิโลเมตรต่อลิตร์ เป็นต้น

เปรียบเทียบชนิดของน้ำมันมีผลต่ออัตรา บริโภคน้ำมัน
กรณีของผู้ใช้รายนี้จาก Pantip.com
ตัวอย่าง รถ Honda City ZX 1500 cc ปี 2005-2007 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกัน
ความเร็วที่ใช้ ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
1. เติม เบนซิน 91 ขับได้ระยะทาง 18-20 กิโลเมตรต่อลิตร สมมุติน้ำมันลิตรละ 34.66 บาทต่อลิตร ตกลิตรละ 34.66 หาร 18 = 1.9 บาท ต่อกิโลเมตร หรือ 34.66 หาร 20 = 1.73 บาทต่อกิโลเมตร
2. เติม แก๊สโซฮอลล์ 91 ขับได้ระยะทาง 14-15 กิโลเมตรต่อลิตร สมมุติน้ำมันลิตรละ 26.98 บาทต่อลิตร ตกลิตรละ 26.98 หาร 14 = 1.9 บาท ต่อกิโลเมตร หรือ 26.98 หาร 15 = 1.79 บาทต่อกิโลเมตร

หมายเหตุ
ระยะทางได้น้อยกว่า แต่เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรแล้วใกล้เคียงกัน

E. สภาพรถที่ลงประกาศขายในขณะนี้

1. สำหรับ Honda City รุ่นนี้ รถสภาพดี เดิมมาตรฐานจากโรงงาน ยังสามารถหาซื้อรถสภาพเดิมๆ ได้ไม่ยาก มีลงประกาศขายหลายคัน หารถที่มีสภาพภายใน ภายนอกยังดูดี ได้ไม่ยาก

2. รถปรับแต่ง แต่งล้อ ล้อใหญ่ โหลดเตี้ย กันชนหน้าหลัง ฯลฯ รถประเภทนี้ควรหลีกเลี่ยง ให้เน้นรถสภาพเดิมๆ เท่านั้น เพราะจะมีค่าบำรุงรักษาสูงตามมาเช่นกัน อย่างบางคันใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน ราคายางค่อนข้างสูง ดูเงินในกระเป๋าตัวเองก่อน เลือกรถเดิมๆ ดีที่สุด

F. ราคาซื้อขายในปัจจุบัน

ราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะนี้ ที่ลงประกาศขายตามเว็บไซต์ต่างๆ จะอยู่ประมาณ 90,000 บาท ขึ้นไปถึงแสนกลางๆ แล้วแต่สภาพรถ ราคาซื้อขายรถยังไม่ทรงตัว บางคันราคาตอนนี้ ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาทก็มี

รถยนต์มือสองรุ่นนี้ราคายังจะลดลงอีก ยังไม่ทรงตัวเสียทีเดียว รถสภาพสวย สภาพดี ราคายังสูงประมาณ 80,000 บาทขึ้นไปแต่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ราคาก็น่าจะทรงตัว อยู่ที่ 50,000 บาท ขึ้นไป ถึงประมาณ 80,000 บาท

G. อุปกรณ์เสริม ออพชัน

ในรุ่นต่ำสุด ก็คือ Li จะไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยพาวเวอร์, กระจกไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อค กันขโมยจากโรงงาน แอร์แบ็ค ABS ในรุ่นสูง เบาะหลังพับได้ อเนกประสงค์

H. จุดเด่นรถยนต์มือสองรุ่นนี้

– เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก คล่องตัว ประหยัดน้ำมันพอสมควร เหมาะสำหรับใช้งานในเมือง
– อู่ทั่วไปสามารถซ่อมได้ อะไหล่หาง่าย อะไหล่ไม่แพง
– รุ่นนี้มีความน่าสนใจที่เบาะหลังพับได้ ขนของชิ้นใหญ่ ยาวได้
– ห้องโดยสารกว้าง เดินทางไกล เบาะหลังนั่งสบาย
/p>

I. จุดด้อยรถ

– รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI จะใช้หัวเทียนถึง 8 หัว คอยล์ 8 ตัว หากมีปัญหาต้องเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายสูงเกิน 15,000 บาท และเสื่อมเร็วหมดอายุเร็ว หากติดแก๊ส
– เกียร์ออโต้แบบ CVT ค่าซ่อมแพง หากได้รถที่เกียร์มีปัญหา ค่าซ่อมหลักหมื่นบาทถึงหลักแสนบาท ซึ่งรถที่ลงประกาศขายแต่ละคันนั้น จำเป็นจะต้องตรวจสอบให้ดี ว่าเกียร์มีปัญหาหรือไม่ หรือแม้แต่จะไม่มีปัญหาก็ตาม ด้วยอายุการใช้งานขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่า เกียร์จะกลับบ้านเก่าเมื่อใด ค่าซ่อมหลักหมื่นบาทต้องเตรียมไว้ให้พร้อม
– สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI รุ่นนี้เหมาะสำหรับใช้ในเมือง ออกตัวดีในช่วงความเร็วต้นๆ แต่ความเร็วสูงจะเริ่มอืด บรรทุกเต็มคันอาจจะมีปัญหาในการเร่งแซง

J. รุ่นนี้เหมาะกับใคร

– ผู้ที่ต้องการรถเก๋งอเนกประสงค์ไว้ใช้งาน เพราะเบาะหลังพับได้ ขนของชิ้นใหญ่ได้ เดินทางท่องเที่ยว นอนในรถได้ เบาะหลังพับเรียบ
– ผู้ที่ต้องการรถไว้ใช้งานในระยะทางใกล้ๆ ในเมือง ใช้งานในเมือง ประหยัด
– รถคันแรกในบ้าน รถประหยัดน้ำมันในบ้าน เผื่อเดินทางไปทำธุระ จ่ายตลาด
– มีเงินไว้เผื่อค่าซ่อมเกียร์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากใช้งานแบบเรื่อยๆ ขับสไตล์คนแก่ เกีย์จะใช้งานได้นาน แต่หากขับกระชาก กดคันเร่งบ่อยๆ ก็ต้องมีเงินหลักหมื่นไว้ซ่อมเกียร์
– ชอบศึกษา ต้องมีความรู้ เพราะนอกจากระบบเกียร์แล้ว อาจจะมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้ต้องศึกษาหาข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาในการซ่อมบำรุง

K. ความนิยมรถรุ่นนี้

– รถรุ่นนี้เฉพาะเกียร์ออโต้แบบ CVT มีปัญหาเรื่องเกียร์ ทำให้หลายคนเกิดความกลัว ค่าซ่อมหลักหมื่นหลักแสน ผู้เขียนจึงคาดเดาว่า รุ่นนี้คนจึงไม่นิยมแน่นอน รถยิ่งเก่า ก็ยิ่งแย่ โดยเฉพาะเกียร์ ใครซื้อก็รู้ดีว่า ต้องเผื่อเงินไว้หลักหมื่นบาทไว้ซ่อม

ดังนั้นมีมีแนวโน้มที่จะเลือกคู่แข่งอย่าง Toyota Vios ซึ่งประหยัดกว่า ทนกว่า นอกเสียจากผู้ที่ต้องการรถรุ่นนี้เกียร์ธรรมดา ก็ถือว่าคุ้มแน่นอนกับประโยชน์ใช้สอย

L. รถคันแรก คันที่สอง รถสะสม

– รถรุ่นนี้มีเครื่องยนต์ i-DSI และเกียร์ออโต้แบบ CVT ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน แต่ได้รถที่ระบบเกียร์ไม่มีปัญหา ก็เหมาะซื้อไว้เป็นรถคันแรกในบ้าน ใช้งานในเมืองประหยัดน้ำมัน และมีความอเนกประสงค์ในการบรรทุก เบาะหลังกว้าง นั่งสบาย รถแบบนี้ควรมีติดบ้านไว้สักคัน

M. ค่าใช้จ่ายการดูแลรถรุ่นนี้

– ค่าใช้จ่ายในการดูแลแพงสำหรับรถเกียร์ออโต้แบบ CVT หากเกิดมีปัญหาจะต้องซ่อม รถมือสองที่ลงประกาศขายแต่ละคัน หากไม่รู้ประวัติการซ่อมบำรุง ก็ต้องเตรียมเงินไว้เลยเผื่อค่าซ่อม
– ค่าใช้จ่ายในการดูแลเครื่องยนต์ ก็สูงว่ารถทั่วไป เพราะมีคอยล์ถึง 8 ตัว หัวเทียน 8 หัว หากนำรถไปติดแก๊ส อาจจะมีปัญหาเร็วกว่าที่คิด ทำให้ต้องเสียเงินมากกว่ารถปกติทั่วไปที่ใช้คอยล์ 4 ตัวและหัวเทียน 4 หัว

N. ค่าซ่อมบำรุงเบื้องต้นหลังซื้อรถ

หากเป็นรถที่ไม่มีประวัติการซ่อมมาก่อน จำเป็นจะต้องตรวจสอบอุปกรณ์สำคัญก่อนตัดสินใจซื้อรถ อย่างเกียร์ หากมีปัญหาเกียร์สะดุด หรือมีอาการที่บ่งบอกว่าเกียร์กำลังมีปัญหา หรืออาจจะมีปัญหา ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราอาจจะมีค่าซ่อมเกิน 50,000 บาท

– แสนกว่าบาทรออยู่ เรื่องเกียร์จึงต้องตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ถัดมาก็คือคอยล์จะต้องไม่มีปัญหา เพราะค่าซ่อมแพงเช่นกันแต่หากรถไม่มีปัญหาเรื่องเกียร์ เมื่อได้รถมาแล้ว ก็ลุยซ่อมตามนี้

– เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ออโต้ CVT ใช้น้ำมันเกียร์ตามที่ศูนย์กำหนด และเปลี่ยนถ่ายให้เร็วขึ้น

– การเปลี่ยนยางรถยนต์ รุ่นนี้เดิมๆ ใช้ยางขอบ 14 และ 15 นิ้ว ประหยัดเพราะยางราคาไม่แพง อาจจะมีบางคันเปลี่ยนล้อเป็นขนาด16 นิ้ว หรือ 17 นิ้ว ซึ่งไม่เพียงราคาแพง แต่อาจทำให้ช่วงล่างมีปัญหาไปด้วย

– เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ หม้อน้ำ ท่อน้ำ วาล์วน้ำ ปั๊มน้ำ แบตเตอรี่ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค-ครัชสายพานหน้าเครื่อง ซิลข้อเหวี่ยงหน้าเครื่อง ท้ายเครื่อง รุ่นนี้ใช้โซ่แทนสายพานราวลิ้น ทนทาน
– ต่อภาษี พรบ ประกันภัย
– แอร์ เติมน้ำยาแอร์
– ตัวถัง สีซีด มีผุหรือไม่ รายจ่ายส่วนนี้หลักหมื่นบาท ควรหลีกเลี่ยงห้ามซื้อ หรือรถทำสีก่อนขาย ทำสีไม่ดี ก็อย่าไปซื้อ สีซีดจาง แต่เป็นสีเดิมไม่เป็นไร เก่าแต่ทนทาน แต่รุ่นนี้ยังหารถสภาพดี สีดีได้ไม่ยาก รถต้องทำสี อย่าไปซื้อ เพราะค่าซ่อมอื่นๆ ก็หลายหมื่นบาทแล้ว
– รถติดแกีส ไม่รู้สภาพของเครื่องยนต์ จะมีค่าซ่อมตามมา เพราะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น ก็จะมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นนั่นเองโดยเฉพาะรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI ซึ่งใช้คอยล์ 8 ตัว หัวเทียน 8 ตัว และรุ่นนี้ต้องตั้งวาล์วบ่อยๆ รถแบบนี้ต้องหลีกเลี่ยง รถไม่ติดแก๊สยังมีขายหลายคันให้เลือก
– ระบบขับเคลื่อนและบังคับเลี้ยว พวงมาลัยพาวเวอร์ ลูกหมากต่างๆ เพลาขับ ระบบเกียร์ ถ่ายน้ำมันเกียร์ ชิ้นส่วนในระบบเกียร์แผนครัช หวีครัช หากไม่ใช้รถโหลดเตี้ย ใช้ยางใหญ่ มักจะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก
– ระบบไฟต่างๆ ล้างไดสตาร์ท เปลี่ยนถ่าน ตรวจสอบแบตเตอรี่ ตรวจสอบคอย์ลจุดระเบิด อ๊อกซิเจนเซ็นเซอร์ หัวเทียน

O. ปัญหาใช้งานประจำวัน

เมื่อได้รถมาแล้ว แนะนำให้ทำการซ่อมใหญ่ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพดี ลดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะเกียร์ออโต้ แต่ก็จะมีปัญหาเมื่อผ่าน 100,000 กิโลเมตร เกียร์อาจจะกลับมามีปัญหาอีกครั้ง เหมือนกับว่า ทุก 1 กิโลเมตร ให้หยอดกระปุกไว้เลยไว้ซ่อมเกียร์ คอย์จุดระเบิด เปลี่ยนหัวเทียน

P. ปัญหาประจำตัวรถ

รถรุ่นนี้ มีชิ้นส่วนหลายอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อหวังในเรื่องช่วยประหยัดน้ำมัน แต่กลับสร้างปัญหาให้ปวดหัว เช่น
1. คอยล์จุดระเบีด 8 ตัว และหัวเทียน 8 ตัว
2. การตั้งวาวล์
3. ยางแท่นเครื่อง
4. เกียร์อัตโนมัติ CVT
5. คลัชคอมแอร์

ปัญหาดังที่กล่าวมา บางรายการซ่อมแล้ว อาจจะไม่จบ หรือกรณีได้รถไม่รู้ประวัติการใช้งาน อย่างเจ้าของเดิมขับแรง กระชาก ก็เตรียมเงินหลักหมื่นบาทเพื่อซ่อมเกีย์ได้เลย และแม้จะซ่อมแล้ว ก็ใช่จะจบ เพราะอีกประมาณ 100,000 กิโลเมตร อาจจะมีปัญหาอีกครั้ง รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย

Q. อะไหล่ แหล่งอะไหล่

อะไหล่ยังสามารถหาซื้อได้ ตามร้านเชียงกง หรือลองสั่งที่ศูนย์ Honda หรือติดต่อที่ สระบุรีอะไหล่ยนต์ ก่อนซ่อมให้ศึกษาก่อนจะซ่อมส่วนใด แล้วติดต่อซื้ออะไหล่ให้เรียบร้อย จากนั้นก็หาอู่เพื่อรับงานเปลี่ยนอะไหล่ การซ่อมแบบนี้ ช่างจะบวกเพิ่มค่าอะไหล่ไม่ได้ก็จะประหยัดค่าอะไหล่เท่าตัว Honda City รุ่นนี้ยังหาอะไหล่ได้ไม่ยาก แต่ก่อนตัดสินใจซื้อรถมือสองรุ่นนี้ จะต้องศึกษาเรื่องเกียร์ CVT ให้ดีเสียก่อน ร้านอะไหล่ การซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่าย ไม่เช่นนั้นก็เลี่ยงไปใช้รถเกียร์ธรรมดา

R. อู่นอก ศูนย์ซ่อม เชียงกง

Honda city เป็นรถที่มีระบบการทำงาน เครื่องยนต์ ตลอดจนส่วนต่างๆ ที่ไม่ซับซ้อน ช่างทั่วไปสามารถซ่อมได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปเข้าศูนย์ Honda หรืออู่ที่มีช่างที่เคยทำงานอยู่ศูนย์ Honda ได้ออกมาเปิดอู่เอง อู่เหล่านี้เป็นตัวเลือกที่แพง ค่าบริการแพงไม่ต่างจากศูนย์หรือแพงกว่า

S. การขายต่อ ราคาขายต่อ

รถ Honda City รุ่นนี้ มีปัญหาที่ระบบเกียร์ ทำให้บางคนเกิดความเข็ดขยาด และบอกต่อๆ กันไป ถึงปัญหาในการใช้งาน ค่าซ่อมที่แสนแพง การซื้อรถ การขายต่อ จึงอาจจะไม่ง่าย อย่างที่คิด เพราะเชื่อว่าแต่ละคนก็ย่อมจะคิดว่า รถที่ขายนั้น เกียร์มีปัญหาหรือไม่ ดังนั้นราคาขายต่อในอนาคต อนาคตไม่สดใสแน่นอน

T. ราคาที่ลดลงในแต่ละปี

รถรุ่นนี้ราคายังไม่ทรงตัว ราคาซื้อขายยังอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 170,000 บาท แต่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็จะลงมาเหลือประมาณ 50,000 ขึ้นไป ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว รถรุ่นนี้ ไม่น่าใช้ โดยเฉพาะรถเกียร์ออโต้ จะมีชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่มีค่าซ่อมแพง และจะเป็นจุดอ่อนทำให้รถไม่ได้รับความนิยม ราคาตก และขายต่อยาก เพราะจากที่ได้ศึกษาปัญหาระบบเกียร์ออโต้แล้ว บอกได้คำเดียวเลยว่า ขออยู่ห่างๆ ดีกว่า

U. เว็บบอร์ด Facebook

ปัจจุบันจะมีเฟสบุ๊คกรุ๊บ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับรถ อาจจะลองค้นหาในพันทิบ

V. รถยนต์อื่นทางเลือก คู่แข่ง

รถรุ่นอื่นที่เป็นคู่แข่งโดยตรงในขณะนั้นก็คือ Toyota Vios ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 1500 cc 109 แรงม้า ประหยัด และเครื่องแรง และมีความทนทานกว่า ปัญหาจุกจิกน้อยกว่า เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ที่สำคัญ รถใช้งานน้อย เลขไมล์ไม่ถึง 200,000 มีให้เลือกไม่น้อยเลย

W. สรุปความเห็นส่วนตัว

รถ Honda City รุ่นนี้ อายุประมาณ 15-16 ปี หาซื้อรถที่ใช้งานยังไม่มาก สภาพดี เครื่องยนต์ยังไม่ถึงกับแย่ได้ กำลังเครื่องยนต์1500 cc รองรับผู้โดยสาร ผู้ใหญ่ 4 คนได้สบาย ยกเว้นรุ่นเครื่องยนต์ i-DSI กรณีบรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน การขับทางไกล การเร่งแซง ต้องศึกษาให้ดี เพราะความเร็วปลายจะอืด

รถรุ่นนี้เป็น Honda City ที่ไม่น่าซื้อ โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI และ VTEC กับเกียร์อัตโนมัติ CVT เพราะจะมีค่าใช้จ่ายตามมาค่อนข้างสูง เพราะทุกหนึ่งแสนกิโลเมตร มีโอกาสสูงที่จะต้องซ่อมเกียร์หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ส่วนกรณีใช้เกียร์ธรรมดาแม้จะมีความทนทานกว่า แต่ก็ต้องเตรียมค่าซ่อมอะไหล่ส่วนอื่นที่แพงกว่าเช่นกัน ในรุ่น i-DSI อย่างคอยล์จุดระเบิด มีตั้ง 8 ตัว หัวเทียนก็มี 8 หัว กรณีติดแก๊สจะเสียเร็ว ราคาเกิน 15,000 บาท

ผู้เขียนจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรุ่นนี้ที่อาจจะไม่เหมือนใคร
1. กรณีรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI จะชอบแบบเกียร์ธรรมดา เพราะเครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันกว่า Honda City รุ่นอื่น มีความอเนกประสงค์ เบาะหลังพับได้ ห้องโดยสารกว้าง แต่รุ่นเกียร์อัตโนมัติ แม้จะประหยัดน้ำมันกว่ารุ่นเกียร์ธรรมดา แต่ก็ต้องเตรียมเงินไว้ซ่อมเกียร์ ทุกๆ ประมาณ 100,000 กิโลเมตร หลายหมื่นบาท ดูแล้ว ไม่คุ้มเอาเสียเลย เหมือนกับว่า ประหยัดค่าน้ำมัน เก็บเงินไว้ซ่อมเกียร์


2. กรณีใช้เครื่องยนต์ VTEC จะชอบแบบเกียร์ธรรมดา เช่นกัน แรง และไม่ต้องกังวลกับระบบเกียร์ คอยล์จุดระเบิด และหัวเทียนมากถึง8 หัว แต่กรณีใช้เกียร์อัตโนมัติ ก็จะมีปัญหาเรื่องเกียร์เช่นกันเมื่อคำนวณ บวก ลบ คูณ หารแล้ว การซื้อรถรุ่นนี้ในงบประมาณ 100,000 กว่าบาท ก็จะมีค่าซ่อมรออยู่เกิน 50,000 บาทรวมแล้วจะต้องเตรียมเงินไว้เกิน 150,000 บาทขึ้นไป ดังนั้นหากมีเงินประมาณ 150,000 กว่าบาท ผู้เขียนจะขอเลือกซื้อรถ HondaCity รุ่น Type Z ปีล่าสุดจะดีกว่า ซื้อมาแล้ว ก็ลงทุนซ่อมบำรุงในงบตามนี้ จัดการให้เต็มที่ เครื่องยนต์ฟิตใหม่เลยก็ยังได้ ก็จะได้รถที่ประหยัดน้ำมัน ไม่ได้ต่างกันกับรุ่นนี้ และไม่ต้องกังวลกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งมีค่าซ่อมแพงรออยู่ หรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเล่นToyota Vios จะดีกว่า รุ่นนี้

รถรุ่นนี้เมื่อเลขไมล์ประมาณ หนึ่งแสนกิโลเมตร ส่วนใหญ่ขับไม่เกิน 100 หนึ่งถังทำได้ 600 กว่ากิโลเมตร หากเครื่องฟิต ก็จะได้มากกว่านี้ ดังนั้น ก็คุ้มที่จะบูรณะซ่อมบำรุง เป็นอีกทางเลือก

แต่ถ้าหากชอบรุ่นนี้ เป็นชีวิตจิตใจจริงๆ จำเป็นต้องศึกษาเรื่องเกียร์ CVT ค่าซ่อม แหล่งอะไหล่ อู่ การดูแล การใช้งาน และหาซื้อรถที่ไม่มีปัญหาเรื่องเกียร์ ได้มาแล้ว ก็ดูแลให้ดี และอย่าซื้อรถติดแก๊ส เพราะจะยิ่งบานปลายกับค่าซ่อม เช่น บ่าวาล์ว คอยล์ หัวเทียน