สรุปข้อมูลรถ Honda City ZX ปี 2005-2007 ราคาประมาณ 140,000-200,000 บาท

สรุปข้อมูลรถมือสอง Honda City รุ่นที่ 4 ชื่อประจำรุ่น ZX ปี 2005-2007 ขนาด 1500 cc รถเก๋งเล็กมือสอง ราคาประมาณ140,000-200,000 บาท (ตุลาคม 2019) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจรถมือสองรุ่นนี้ นำไปประกอบการตัดสินใจซื้อ รถยนต์มีราคาสูง ค่าซ่อมแพง ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่นที่ตามมาก็สูงมากเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องศึกษาหาข้อมูลรถยนต์ที่ต้องการให้ดี ก่อนตัดสินใจซื้อ

สรุปข้อมูลรถยนต์มือสองรุ่นนี้

A. ยี่ห้อ รุ่น รถยนต์

รถรุ่นนี้จะมีคุณลักษณะต่างๆ เช่น
– Honda City รุ่นนี้ รุ่นหลักของรถรุ่นนี้หรือ Generation จะเป็น Generation ที่ 4 เริ่มขายปี 2005-2007 อาจมีบางคันปี 2008 โดยรุ่น ZXจะเริ่มขายระหว่างปี 2005-2007 โดยมีการปรับเปลี่ยนหน้าตา ส่วนหน้ารถ และท้ายรถ ออกแบบใหม่ ตัวถังก็ยาวขึ้น เพิ่มคุณสมบัติต่างๆ เพื่อให้สามารถขายแข่งกับ TOYOTA Vios ได้

ในขณะนั้นถือว่าขายดีกว่า ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะ Honda City ตัวก่อนหน้าGeneration 4 เหมือนกัน ชื่อรุ่น รุ่น i-DSI หรือ รุ่นแมลงสาบ ทำยอดขายสู้ Vios ไม่ได้ จึงได้มีการพัฒนาปรับปรุงใหม่เป็นรุ่น ZX

– Honda City รุ่น ZX เริ่มขายระหว่างปี 2005-2007 อายุรถตอนนี้ประมาณ 12-14 ปี (ปัจจุบัน ตุลาคม 2019) อายุรถประมาณนี้ยังหารถสภาพดี ใช้งานน้อยได้ไม่ยาก

– รถรุ่นนี้เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในเมือง เน้นประหยัดน้ำมันเป็นจุดเด่น และนั่งสบาย ห้องโดยสารกว้าง ด้วยตัวถังที่ยาวขึ้นในบางรุ่นยังสามารถพับเบาะหลังได้ ขนของยาวๆ หรือนอนในรถก็ได้เช่นกัน มีความอเนกประสงค์อย่างมาก

– สำหรับเครื่องยนต์ รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ แบบ i-DSI ซึ่งเน้นความประหยัด แรงช่วงต้น แต่ไม่แรงปลาย ออกตัวดี เน้นใช้ในเมือง คล่องตัวเร็วแรง กำลังเครื่องยนต์ 88 แรงม้า และต่อมาได้ออกรุ่นเครื่องยนต์ VTEC กำลังเครื่องยนต์ 110 แรงม้า ใช้เกียร์แบบ CVT ส่วนเกียร์ธรรมดาก็มีให้เลือกเช่นกัน

 

รุ่นย่อยของรุ่นนี้

รุ่นย่อยมีหลายรุ่น แต่ผู้เขียนจะแยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะเครื่องยนต์
1. Honda City เครื่องยนต์ i-DSI รุ่นนี้เน้นประหยัด มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา และ เกียร์อัตโนมัติ
2. Honda City เครื่องยนต์ VTEC กำลังเครื่องมากขึ้น ขับสนุกมากขึ้น เครื่องแรงกว่า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและ เกียร์อัตโนมัติ รุ่นนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อต่อกรกับคู่แข่งอย่าง TOYOTA Vios

B. ภาษี พรบ ประกันภัย

– รถยนต์มือสอง Honda City เครื่องยนต์ 1500 cc รุ่นนี้ รถมีอายุเกิน 10 ปีแล้ว ภาษีจะเหลือครึ่งเดียว ภาษีต่อปีประมาณ 800กว่าบาท
– พรบ ประมาณ 600 บาท ต่อปี
– รวมภาษี และ พรบ แล้วประมาณ 1400 กว่าบาท ต่อปี

C. เครื่องยนต์ และระบบเกียร์

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกัน
– รถที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI 1,500 cc ความจุจริง 1,497 cc กำลังเครื่องยนต์ 88 แรงม้า ในครั้งแรกออกรถรุ่นนี้มาก่อน
– รถที่ใช้เครื่องยนต์ VTEC 1,500 cc ความจุจริง 1,497 cc กำลังเครื่องยนต์ 110 แรงม้า หลังจากคู่แข่งอย่าง TOYOTA ได้ออกรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์แรงกว่า ก็คือ Vios 1,500 cc. 109 แรงม้า จึงทำให้ Honda ต้องออกรุ่นนี้ เพื่อมาแข่งขัน

ปัจจุบันรถรุ่นนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 12-14 ปี แต่ยังหารถสภาพดี ใช้งานน้อย เลขไมล์ไม่มากนัก หารถได้ไม่ยาก แต่ปัญหาของรุ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์ แต่อยู่ที่เกียร์ โดยเฉพาะรถที่ใช้เกียร์ออโต้ CVT เกียร์ไม่ทน ค่าซ่อมแพง ซ่อมไม่จบ

ระบบเกียร์ Honda City ZX

ระบบเกียร์ออโต้ CVT

Honda City รุ่น ZX นี้จะใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งมีข้อดีช่วยประหยัดน้ำมัน การออกตัวนุ่มนวล แต่หากขับแบบกระชาก ออกตัวแรงเกียร์จะพังเร็วมาก ในระยะทางไม่ถึง 100,000 กิโลเมตร เกียร์ก็อาจจะพังแล้ว แต่หากขับแบบไปเรื่อยๆ บางคันอาจจะใช้งานได้นานหลายแสนกิโลเมตร ค่าซ่อมเกียร์หลักหมื่นบาทถึงหลักแสนบาท และจะต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ให้บ่อยกว่าปกติ อีกทั้งยังมีอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องอีกบางรายการ ที่มีค่าซ่อมแพงตามมา

 

กรณีเป็นรถมือสอง ก็ยากจะรู้ว่า เจ้าของเดิมมีพฤติกรรมขับรถอย่างไร จึงมีโอกาสซ่อมอย่างแน่นอน หากไม่รู้ประวัติรถ ต้องเตรียมเงินไว้หลักหมื่นบาท สำหรับการซ่อมเกียร์และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนเกียร์ใหม่เบิกศูนย์ ประมาณ 140,000 บาท

แต่ปัจจุบัน ก็มีทางเลือกอื่นอย่างเกียร์มือสองจากญี่ปุ่ม แม้จะมีราคาหลักหมื่นบาท แต่รถมือสองรุ่นนี้ เกียร์อัตโนมัติแทบทุกคันที่ลงประกาศขาย ต่างรอซ่อมเกียร์กันทั้งนั้น ช้าหรือเร็วก็ต้องเสียเงินหลักหมื่นบาทอยู่ดี ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้เกียร์อัตโนมัติ CVT ต้องศึกษาในเรื่องนี้ก่อนเป็นลำดับแรก

 

เกียร์ธรรมดา

การใช้งานรถรุ่นนี้ยังมีตัวเลือกเป็นเกียร์ธรรมดา ซึ่งมีความทนทานกว่าเกียร์ออโต้ แต่อาจไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง รถติดมากขับรถไปทำงานทุกวัน ก็คงจะไม่ไหว แต่หากชอบรุ่นนี้ ใช้เกียร์แบบนี้ สบายใจแน่นอน

 

D. อัตราบริโภคน้ำมัน

Honda City รุ่นนี้ โดยเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ i-DSI เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT จะเป็นรถที่ประหยัดน้ำมันมาก ซึ่งก็เป็นผลมากจากเกียร์ CVTนั่นเอง ปัจจุบันรถที่ลงประกาศขายจะมีอายุการใช้งานเกิน 100,000 กิโลเมตร ดังนั้น จะกินน้ำมันมากขึ้น เช่น เมื่อครั้งยังเป็นป้ายแดงเคยทำได้ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ก็อาจจะเหลือ 14-15 กิโลเมตรต่อลิตร์ เป็นต้น

 

อัตราบริโภคน้ำมันกับการใช้งานในเมือง รถติด

1. การใช้งานรถรุ่นนี้ในเมือง ติดไฟแดงบ้าง ต้องชะลอรถหรือหยุดรถบ่อยๆ ทำให้เปลืองน้ำมัน ซึ่งรุ่นนี้จะกินน้ำมันในเมืองอยู่ประมาณ10-13 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร จำนวนผู้โดยสาร หากบรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน หยุดบ่อยติดไฟแดง ชะลอบ่อยค่อยๆ ขยับ ก็จะกินน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะรถติดหนักมาก ขยับได้ทีละนิด ดังนั้นต้องศึกษาเส้นทางหลักที่ขับรถผ่าน เพื่อดูว่ารถติดหนักมากแค่ไหน เพื่อจะได้เลือกรถให้เหมาะสม เพราะรุ่นนี้อาจจะไม่ประหยัดมากพอ รถใช้งานมากหลายแสนกิโลเมตร ย่อมจะกินน้ำมันมากขึ้น เพราะเครื่องเริ่มหลวม

 

อัตราบริโภคน้ำมันกับการใช้งานต่างจังหวัด

การใช้งานนอกเมือง ขับยาวๆ ถนนโล่งๆ ไม่มีไฟแดง รถไม่ติด ในความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Honda city รุ่นนี้ทำได้เกิน15 กิโลเมตรต่อลิตรขึ้นไป ส่วนเมื่อครั้งยังเป็นป้ายแดง บางคันทำได้เกิน 20 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่า เส้นทางนั้น ต้องชะลอหรือหยุดรถบ่อยหรือไม่ มีผู้โดยสารเต็มคันหรือไม่ ซึ่งจะกินน้ำมันมากขึ้น เมื่อเทียบกับทางตรง ทางราบ ไม่ขึ้นเนินลงเนิน

อัตราบริโภคน้ำมันที่แท้จริง

เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานมากแล้ว บางคนก็เกิน 200,000 กิโลเมตร ดังนั้น อัตราประหยัดน้ำมันก็จะลดลง จากที่เคยทำได้ 10 –13 กิโลเมตร/ลิตร ก็อาจจะเหลือ9-11 กิโลเมตรต่อลิตร์ เป็นต้น

เปรียบเทียบชนิดของน้ำมันที่มีผลต่ออัตราบริโภคน้ำมัน

กรณีของผู้ใช้รายนี้จาก Pantip.com
ตัวอย่าง รถ Honda City ZX 1500 cc ปี 2005-2007 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันความเร็วที่ใช้ ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
1. เติม เบนซิน 91 ขับได้ระยะทาง 18-20 กิโลเมตรต่อลิตร สมมุติน้ำมันลิตรละ 34.66 บาทต่อลิตร ตกลิตรละ 34.66 หาร 18 = 1.9 บาท ต่อกิโลเมตร หรือ 34.66 หาร 20 = 1.73 บาทต่อกิโลเมตร อัตราบริโภคน้ำมันประมาณ 1.73 – 1.9 บาทต่อกิโลเมตร

2. เติม แก๊สโซฮอลล์ 91 ขับได้ระยะทาง 14-15 กิโลเมตรต่อลิตร สมมุติน้ำมันลิตรละ 26.98 บาทต่อลิตร ตกลิตรละ 26.98 หาร 14 =1.9 บาท ต่อกิโลเมตร หรือ 26.98 หาร 15 = 1.79 บาทต่อกิโลเมตร อัตราบริโภคน้ำมันประมาณ 1.79 – 1.9 บาทต่อกิโลเมตร

หมายเหตุ

ระยะทางได้น้อยกว่า แต่คำนวณเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรแล้ว ใกล้เคียงกัน

พลังงานทางเลือก ติดแก๊ส

พลังงานทางเลือกอย่างการติดแก๊ส กรณีของรุ่น i-DSI รุ่นนี้มีหัวเทียน 8 ตัว คอยล์ 8 ตัว ค่าซ่อมแพง การติดแก๊ส จึงมีค่าบำรุงรักษาค่อนข้างสูง หากคิดว่าจะซื้อมาเพื่อติดแก๊ส อาจจะต้องศึกษาให้รอบด้าน เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูงมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคอยล์จุดระเบียดที่จะเสื่อมสภาพเร็ว จากปัญหาความร้อน ของระบบแก๊ส มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทตามมา

เรื่องการกินน้ำมันในรถรุ่นนี้ หากพบว่ากินน้ำมันมาก อาจลองแก้ไขเบื้องต้นก่อน เช่น ตั้งวาล์ว ตรวจสอบคอยล์จุดระเบิด ถ้าคอยล์เสื่อมจะกินน้ำมัน ตรวจสอบหัวเทียน ตรวจสอบอ็อกซิเจนเซนเซอร์ (oxigen sensor)

E. สภาพรถที่ลงประกาศขายในขณะนี้

1. สำหรับ Honda City รุ่นนี้ รถสภาพดี เดิมมาตรฐานจากโรงงาน สภาพภายใน ภายนอกยังดูดี ยังสามารถหาซื้อรถได้ เลขไมล์น้อยได้มีลงประกาศขายหลายคัน ถ้าเกียร์ไม่มีปัญหา ก็จะใช้งานได้อีกนาน

2. รถปรับแต่ง แต่งล้อ ล้อใหญ่ โหลดเตี้ย เปลี่ยนกันชนหน้าหลัง ฯลฯ รถประเภทนี้ควรหลีกเลี่ยง ให้เน้นรถสภาพเดิมๆ เท่านั้น เพราะจะมีค่าบำรุงรักษาสูงตามมามากเช่นกัน อย่างบางคันใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน ราคายางค่อนข้างสูง อีกทั้งรถโหลดเตี้ย มักจะมีค่าซ่อมในเรื่องอื่นตามมาด้วย อย่างโช้ค ลูกยางต่างๆ เลือกรถเดิมๆ ดีที่สุด เวลามีปัญหา อะไหล่หาได้ง่ายกว่า อย่างใช้แม็กเฉพาะ ขับลงหลุมแม็กแตก จะไปหาจากไหน ไม่ง่าย

F. ราคาซื้อขายในปัจจุบัน

ราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะนี้ ที่ลงประกาศขายตามเว็บไซต์ต่างๆ จะอยู่ประมาณ 100,000 บาทต้นๆ ขึ้นไปถึงแสนกลางๆ แล้วแต่สภาพรถ ราคาซื้อขายรถยังไม่ทรงตัว บางคันราคาตอนนี้ ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาทก็มี

 

รถยนต์มือสองรุ่นนี้ราคายังจะลดลงอีก ยังไม่ทรงตัวเสียทีเดียว รถสภาพสวย สภาพดี ราคายังสูงใกล้เคียง 200,000 บาท ขึ้นไปแต่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ราคาก็น่าจะทรงตัว อยู่ที่ 50,000 บาท ขึ้นไป ถึงประมาณ 80,000 บาท

G. อุปกรณ์เสริม ออพชัน

ในรุ่นจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยพาวเวอร์, กระจกไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อค กันขโมยจากโรงงาน แอร์แบ็ค ABS ในรุ่นกลางขึ้นไป จะมีเบาะหลังพับได้ อเนกประสงค์ ควรเลือกรุ่นนี้ เพราะมีประโยชน์ใช้สอยอย่างมาก พับเบาะหลังแล้ว สามารถขนของชิ้นใหญ่ยาว นอนได้ เดินทางไกล จอดนอนตามปั้มได้สบาย หรือไปแคมปิ้ง ไปบ้านเพื่อน ไม่มีที่นอน ติดพัดลมไปด้วย ไม่ลำบากแน่นอน

 

H. จุดเด่นรถยนต์มือสองรุ่นนี้

– เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก คล่องตัว ประหยัดน้ำมันพอสมควร โดยเฉพาะรุ่น i-DSI เกียร์อัตโนมัติ เหมาะสำหรับใช้งานในเมือง
– อู่ทั่วไปสามารถซ่อมได้
– รุ่นนี้มีความน่าสนใจที่เบาะหลังพับได้ ขนของชิ้นใหญ่ ยาวได้
– ห้องโดยสารกว้าง เดินทางไกล เบาะหลังนั่งสบาย
 

I. จุดด้อยรถ

– รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI จะใช้หัวเทียนถึง 8 หัว คอยล์ 8 ตัว หากมีปัญหาต้องเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายสูงเกิน 15,000 บาท และเสื่อมเร็วหมดอายุเร็ว โดยเฉพาะติดแก๊ส แถมอาจจะต้องตั้งวาล์วบ่อย
– เกียร์ออโต้แบบ CVT ค่าซ่อมแพง หากได้รถที่เกียร์มีปัญหา ค่าซ่อมหลักหมื่นบาทถึงหลักแสนบาท ซึ่งรถที่ลงประกาศขายแต่ละคันนั้นจำเป็นจะต้องตรวจสอบให้ดี ว่าเกียร์มีปัญหาหรือไม่ หรือแม้จะยังไม่มีปัญหาก็ตาม ด้วยอายุการใช้งานขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่า เกียร์จะกลับบ้านเก่าเมื่อใด ค่าซ่อมหลักหมื่นบาทต้องเตรียมเงินไว้ให้พร้อม สำหรับค่าซ่อม
– สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI รุ่นนี้เหมาะสำหรับใช้ในเมือง ออกตัวดีในช่วงความเร็วต้นๆ แต่ความเร็วสูงจะเริ่มอืด บรรทุกเต็มคันอาจจะมีปัญหาในการเร่งแซง

 

J. รุ่นนี้เหมาะกับใคร

– ผู้ที่ต้องการรถเก๋งอเนกประสงค์ไว้ใช้งาน เพราะเบาะหลังพับได้ ขนของชิ้นใหญ่ได้ เดินทางท่องเที่ยว นอนในรถได้ เบาะหลังพับเรียบ
– กรณีของรุ่น i-DSI เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถไว้ใช้งานในระยะทางใกล้ๆ ใช้งานในเมือง ประหยัด
– รถคันแรกในบ้าน รถประหยัดน้ำมันในบ้าน เผื่อเดินทางไปทำธุระ จ่ายตลาด
– ชอบศึกษาเรื่องรถ ต้องมีความรู้ โดยเฉพาะเรื่องระบบเกียร์ ที่อาจจะมีปัญหาให้ต้องหมั่นตรวจดูความผิดปกติ แต่หากสักแต่ขับ ไม่มีเวลาสนใจ ใส่ใจ ก็ควรหลีกเลี่ยง แล้วหารถที่ใช้งานถึก ทน จะดีกว่า

K. ความนิยมรถรุ่นนี้

– รถรุ่นนี้เฉพาะเกียร์ออโต้แบบ CVT มีปัญหาเรื่องเกียร์ ทำให้หลายคนเกิดความกลัวค่าซ่อมหลักหมื่นหลักแสนบาท ผู้เขียนจึงคาดเดาว่า รุ่นนี้คนจึงไม่นิยมแน่นอน รถยิ่งเก่า ก็ยิ่งแย่ โดยเฉพาะเกียร์ CVT แค่รู้ว่า มีค่าซ่อมรออยู่หลักหมื่นบาท ก็คงต้องถอยก่อน

ดังนั้นมีมีแนวโน้มที่จะเลือกคู่แข่งอย่าง Toyota Vios ซึ่งประหยัดกว่า ทนกว่า นอกเสียจากผู้ที่ต้องการรถรุ่นนี้เกียร์ธรรมดา ก็ถือว่าคุ้มแน่นอนกับประโยชน์ใช้สอย ห้องโดยสารกว้างกว่า เบาะก็พับได้

L. รถคันแรก คันที่สอง รถสะสม

– รถรุ่นนี้ทั้งเครื่องยนต์ i-DSI และ VTEC ที่ใช้เกียร์ออโต้แบบ CVT ถ้าเกียร์ไม่มีปัญหา รถรุ่นนี้เหมาะเป็นคันแรกในบ้าน มีความอเนกประสงค์ในการบรรทุก เบาะหลังกว้าง นั่งสบาย แต่เมื่อเกียร์อัตโนมัติ เป็นจุดอ่อนแบบนี้ จึงต้องศึกษาให้รอบด้าน ก่อนตัดสินใจซื้อรถมือสองรุ่นนี้

 

M. ค่าใช้จ่ายการดูแลรถรุ่นนี้

สำหรับ Honda City รุ่น ZX ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูง ทุก 100,000 กิโลเมตร จะมีค่าเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ค่าซ่อมเกียร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมแล้ว อาจจะเกิน 50,000 บาท (ทั้งนี้ก็อยู่ที่การดูแลและพฤติกรรมการขับด้วย)

ส่วนรถมือสองที่ลงประกาศขายแต่ละคัน หากไม่รู้ประวัติการซ่อมบำรุง ก็ต้องเตรียมเงินไว้เลยเผื่อค่าซ่อม ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท เช่นกัน เพื่อให้รถอยู่ในสภาพดี

 

หมายเหตุ

วิธีซ่อมรถตามวิธีของผู้เขียน จะเน้นซ่อมทั้งหมดทั้งคัน จัดใหญ่ ชุดใหญ่ เพื่อให้รถสมบูรณ์มากที่สุด และทำให้รู้สภาพรถโดยรวม และรถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีระบบการทำงานไม่ซับซ้อน การซ่อมในงบประมาณ 30,000 – 50,000 บาท ก็เพียงพอ และได้รถดีๆ ไว้ใช้งานอีกหลายปี ใช้งานอย่างสบายใจ เหมือนรถใหม่ การซ่อมตามอาการจะทำให้งบบานปลาย และเสียเวลา ซ่อมครั้งเดียวให้จบดีกว่า

N. ค่าซ่อมบำรุงเบื้องต้นหลังซื้อรถ

รถรุ่นนี้ หากเป็นรถที่ไม่มีประวัติการซ่อมมาก่อน จำเป็นจะต้องตรวจสอบอุปกรณ์สำคัญก่อนตัดสินใจซื้อรถ อย่างเกียร์อัตโนมัติ CVT หากมีปัญหาเกียร์สะดุด หรือมีอาการที่บ่งบอกว่าเกียร์กำลังมีปัญหา หรืออาจจะมีปัญหา ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจจะมีค่าซ่อมเกิน 50,000 บาท – แสนกว่าบาทรออยู่ เรื่องเกียร์จึงต้องตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ถัดมาก็คือคอยล์จุดระเบิดจะต้องไม่มีปัญหา เพราะค่าซ่อมแพงเช่นกันแต่หากรถไม่มีปัญหาเรื่องเกียร์ เมื่อได้รถมาแล้ว ก็ลุยซ่อมตามนี้

– เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ออโต้ CVT ใช้น้ำมันเกียร์ตามที่ศูนย์กำหนด และเปลี่ยนถ่ายให้เร็วขึ้น เช่น ทุก 20,000 กืโลเมตร หมั่นตรวจสอบตรวจเช็ค สังเกตุการทำงานของเกียร์ หากพบอาการผิดปกติ จะได้แก้ไขได้ทัน อาจจะไม่บานปลาย

– การเปลี่ยนยางรถยนต์ รุ่นนี้เดิมๆ ใช้ยางขอบ 14 และ 15 นิ้ว ประหยัดเพราะยางราคาไม่แพง อาจจะมีบางคันเปลี่ยนล้อเป็นขนาด 16 นิ้ว หรือ 17 นิ้ว ซึ่งไม่เพียงราคาแพง แต่อาจทำให้ช่วงล่างมีปัญหาไปด้วย ไม่ควรซื้อรถแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้

– เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ หม้อน้ำ ท่อน้ำ วาล์วน้ำ ปั๊มน้ำ แบตเตอรี่ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค-ครัชสายพานหน้าเครื่อง ซิลข้อเหวี่ยงหน้าเครื่อง ท้ายเครื่อง รุ่นนี้ใช้โซ่แทนสายพานราวลิ้น ทนทาน
– ต่อภาษี พรบ ประกันภัย
– แอร์ เติมน้ำยาแอร์
– ตัวถัง สีซีด มีผุหรือไม่ รายจ่ายส่วนนี้หลักหมื่นบาท ควรหลีกเลี่ยงห้ามซื้อรถแบบนี้ หรือรถทำสีก่อนขาย ทำสีไม่ดี ก็อย่าไปซื้อ สีซีดจางแต่เป็นสีเดิมไม่เป็นไร เก่าแต่ทนทาน แต่รุ่นนี้ยังหารถสภาพดี สีดีได้ไม่ยาก รถต้องทำสี อย่าไปซื้อ เพราะค่าซ่อมอื่นๆ ก็หลายหมื่นบาทแล้วหนักเกินไป
– รถติดแกีส ไม่รู้สภาพของเครื่องยนต์ จะมีค่าซ่อมตามมา เพราะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น ก็จะมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นนั่นเองโดยเฉพาะรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI ซึ่งใช้คอยล์จุดระเบิด 8 ตัว หัวเทียน 8 ตัว และรุ่นนี้ต้องตั้งวาล์วบ่อยๆ รถแบบนี้ต้องหลีกเลี่ยง รถไม่ติดแก๊สยังมีขายหลายคันให้เลือก
– ระบบขับเคลื่อนและบังคับเลี้ยว พวงมาลัยพาวเวอร์ ลูกหมากต่างๆ เพลาขับหากไม่ใช่รถโหลดเตี้ย ใช้ยางใหญ่ แก้มเตี้ย มักจะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก
– ระบบไฟต่างๆ ล้างดูแลไดสตาร์ท ตรวจสอบแบตเตอรี่ ตรวจสอบคอย์ลจุดระเบิด อ๊อกซิเจนเซ็นเซอร์ หัวเทียน

 

แนวทางการซื้อรถและซ่อมรถในสไตล์ของผู้เขียนการซื้อรถรุ่นนี้ ณ เวลานี้ ปีนี้ (2019) ค่าตัวรถ และค่าซ่อม รวมแล้วจะต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 150,000-200,000 บาท เผื่อทั้งค่าตัวรถและค่าซ่อมบำรุง การซื้อรถมือสองต้องมองให้เป็นการลงทุนกับยานพาหนะสมมุติว่า ลงทุน 200,000 บาท ซื้อรถราคา 130,000 บาท เงินที่เหลืออีก 70,000 นำไปซ่อมบำรุงทุกจุด ที่คาดว่าน่าจะมีปัญหา หรือหากคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคต ก็ถอดเปลี่ยนไว้เลย สำรองไว้

การซ่อมแบบนี้ จะได้รถดี เพราะอะไหล่ใหม่ถูกเปลี่ยนเข้าไปแทนที่ ก็จะได้รถสภาพดีใกล้เคียงรถใหม่ ใช้งานอย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องซื้อรถใหม่ราคาหลายแสนบาท และหากมีที่จอดรถเหลือเฟือ ก็อาจซื้อรถไว้ในครอบครองสัก 2 คัน ไว้เผื่ออีกคันมีปัญหา ก็จะใฃ้งานอย่างสบายใจ รถเก่าราคาไม่ถึงแสน มีให้เลือกหลายรุ่น เก็บเงินแสนไว้ทำอย่างอื่น

O. ปัญหาใช้งานประจำวัน

เมื่อได้รถมาแล้ว แนะนำให้ทำการซ่อมใหญ่ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพดี ลดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะเกียร์ออโต้ แต่ถ้าหากว่าเกียร์ไม่มีปัญหาอะไร รวมทั้งไม่ติดแก๊ส ก็ไม่น่าจะมีปัญหารบกวน ใช้งานได้อย่างสบายใจแน่นอน แต่หากจะเริ่มมีปัญหา ก็ต่อเมื่อผ่าน 100,000 กิโลเมตร เกียร์อาจจะกลับมามีปัญหาอีกครั้ง ก็ต้องศึกษาการใช้เกียร์และดูแลให้ถูกต้อง เพื่อยืดอายุการใช้งาน

P. ปัญหาประจำตัวรถ

รถรุ่นนี้ มีชิ้นส่วนหลายอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อหวังในเรื่องช่วยประหยัดน้ำมัน แต่กลับสร้างปัญหาให้ปวดหัว เช่น
1. คอยล์จุดระเบีด 8 ตัว และหัวเทียน 8 ตัว กรณีติดแก๊สจะเสียเร็วกว่าปกติ เพราะปัญหาจากความร้อนของระบบแก๊ส
2. การตั้งวาวล์ อาจจะต้องตั้งวาล์วบ่อย
3. ยางแท่นเครื่อง
4. เกียร์อัตโนมัติ CVT ก็อยู่ที่พฤติกรรมการขับและการดูแล
5. คลัชคอมแอร์

Q. อะไหล่ แหล่งอะไหล่

อะไหล่ยังสามารถหาซื้อได้ ตามร้านเชียงกง หรือลองสั่งที่ศูนย์ Honda หรือติดต่อที่ สระบุรีอะไหล่ยนต์ ก่อนซื้อรถรุ่นนี้ โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ CVT และก่อนการซ่อมให้ศึกษาก่อน เรื่องอะไหล่ ต้องติดต่อซื้ออะไหล่เองให้เรียบร้อย จากนั้นก็หาอู่เพื่อรับงานเปลี่ยนอะไหล่

การซ่อมแบบนี้ ช่างจะบวกเพิ่มค่าอะไหล่ไม่ได้ ก็จะประหยัดค่าอะไหล่เท่าตัว Honda City รุ่นนี้ยังหาอะไหล่ได้ไม่ยาก ไม่เช่นนั้นก็เลี่ยงไปใช้รถเกียร์ธรรมดา ไม่ต้องปวดหัวในเรื่องเกียร์มากนัก

R. อู่นอก ศูนย์ซ่อม เชียงกง

Honda city เป็นรถที่มีระบบการทำงาน เครื่องยนต์ ตลอดจนส่วนต่างๆ ที่ไม่ซับซ้อน ช่างทั่วไปสามารถซ่อมได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปเข้าศูนย์ Honda หรืออู่ที่มีช่างที่เคยทำงานอยู่ศูนย์ Honda ได้ออกมาเปิดอู่เอง อู่เหล่านี้เป็นตัวเลือกที่แพง ค่าบริการแพงไม่ต่างจากศูนย์หรือแพงกว่า ผู้เขียนแนะนำให้หาอู่ธรรมดา เน้นให้ซ่อมคิดแต่ค่าแรงตามตกลงกัน โดยซื้ออะไหล่เอง ร้านอะไหล่ส่วนใหญ่จะคืนได้ หากไม่ได้ใช้ดังนั้นก็เหมาอะไหล่มาได้เลย ชิ้นใดไม่ใช้ ก็เอาไปคืน

S. การขายต่อ ราคาขายต่อ

รถ Honda City รุ่นนี้ มีปัญหาที่ระบบเกียร์อัตโนมัติ ทำให้บางคนเกิดความเข็ดขยาด และบอกต่อๆ กันไป ถึงปัญหาในการใช้งาน ค่าซ่อมที่แสนแพง การซื้อรถ การขายต่อ จึงอาจจะไม่ง่าย อย่างที่คิด เพราะรถยิ่งเก่า เกียร์ก็ยิ่งแย่ลง อีกทั้งยังเชื่อว่าแต่ละคนก็ย่อมจะคิดว่ารถที่ขายนั้น เกียร์มีปัญหาหรือไม่ ดังนั้นราคาขายต่อในอนาคต อนาคตไม่สดใสแน่นอน ยกเว้นเกียร์ธรรมดา ทน ใช้งานได้อีกนาน

 

T. ราคาที่ลดลงในแต่ละปี

รถรุ่นนี้ราคายังไม่ทรงตัว ราคาซื้อขายยังอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 170,000 บาท แต่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็จะลงมาเหลือประมาณ 50,000 ขึ้นไป รถรุ่นนี้เกียร์ออโต้ CVT เป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้รถไม่ได้รับความนิยม ราคาตก และขายต่อยาก เพราะจากที่ได้ศึกษาปัญหาระบบเกียร์ออโต้แล้ว บอกได้คำเดียวเลยว่า ขออยู่ห่างๆ ดีกว่า ส่วนรถเกียร์ธรรมดานั้นน่าสนใจมาก ผู้เขียนชอบรถเกียร์ธรรมดา รุ่นนี้ชอบเบาะหลัง สามารถพับได้ เพราะชอบนอนในรถ อยู่หอ เสียงดัง ก็หนีไปนอนไปรถได้

U. เว็บบอร์ด Facebook

ปัจจุบันจะมีเฟสบุ๊คกรุ๊บ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับรถ อาจจะลองค้นหาในพันทิบ

V. รถยนต์อื่นทางเลือก คู่แข่ง

รถรุ่นอื่นที่เป็นคู่แข่งโดยตรงในขณะนั้นก็คือ Toyota Vios ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 1500 cc 109 แรงม้า ประหยัด และเครื่องแรง และมีความทนทานกว่า ปัญหาจุกจิกน้อยกว่า เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ที่สำคัญ รถใช้งานน้อย เลขไมล์ไม่ถึง 200,000 มีให้เลือกไม่น้อยเลย

 

การซื้อรถ Honda City Type รุ่นก่อนหน้าในงบ 150,000-200,000 บาท
สำหรับการซื้อและซ่อมรถ Honda City รุ่น ZX ในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน อาจจะขอเลือกซื้อรถ HondaCity รุ่น Type Z ปีล่าสุดประมาณ 2002 เป็นอีกทางเลือก ซื้อมาแล้ว ก็ลงทุนซ่อมบำรุงในงบตามนี้ จัดการให้เต็มที่ เครื่องยนต์ฟิตใหม่เลยก็ยังได้ ก็จะได้รถที่ประหยัดน้ำมัน ไม่ได้ต่างกันกับรุ่นนี้เลย วิธีคิดแบบนี้ ต้องมองว่า รถเป็นยานพาหนะ ไว้เดินทาง ไม่ต้องไปสนใจ เรื่องขายต่อ เรื่องหน้าตาเรื่องภาพลักษณ์ทางสังคม อะไรทั้งนั้น เน้นแค่ว่า มีรถไว้ขับไปไหนได้ ไม่เสียข้างทาง ประหยัดน้ำมันในเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ต้องสนใจราคาขายต่อ เพราะการซื้อรถใหม่หลายแสนบาท เงินจะหายไปมากกว่านี้ แต่ลงทุนแค่ 200,000 บาท กับรถเก่าแบบนี้ คุ้มมากๆ

 

รถรุ่นนี้เมื่อเลขไมล์ประมาณ หนึ่งแสนกิโลเมตร ส่วนใหญ่ขับไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างการเดินทางไกล หนึ่งถังทำได้ 600 กว่ากิโลเมตร หากเครื่องฟิต ก็จะได้มากกว่านี้ ดังนั้นการใช้รถที่เก่ากว่า แต่ซ่อมให้ดีที่สุด ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

W. สรุปความเห็นส่วนตัว

รถ Honda City รุ่นนี้ อายุประมาณ 12-14 ปี หาซื้อรถที่ใช้งานยังไม่มาก สภาพดี เครื่องยนต์ยังไม่ถึงกับแย่ได้ กำลังเครื่องยนต์1500cc รองรับผู้โดยสาร ผู้ใหญ่ 4 คนได้สบาย ยกเว้นรุ่นเครื่องยนต์ i-DSI เครื่องยนต์ 1500 cc. 88 แรงม้า กรณีบรรทุกผู้โดยสารเต็มคันการขับทางไกล การเร่งแซง ต้องศึกษาให้ดี เพราะความเร็วปลายจะอืดแน่นอน

 

รถรุ่นนี้ เฉพาะเกียร์อัตโนมัติ CVT เป็น Honda City ที่ไม่น่าซื้อ เพราะจะมีค่าใช้จ่ายตามมาค่อนข้างสูง อย่างรถมือสองที่ลงประกาศขายยากจะคาดเดาว่า เกียร์จะมีปัญหาเมื่อไร และทุกหนึ่งแสนกิโลเมตร มีโอกาสสูงที่จะต้องซ่อมเกียร์หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ส่วนกรณีใช้เกียร์ธรรมดาแม้จะมีความทนทานกว่า แต่ก็ต้องเตรียมค่าซ่อมอะไหล่ส่วนอื่นที่แพงกว่าเช่นกัน ในรุ่น i-DSI อย่างคอยล์จุดระเบิด มีตั้ง 8 ตัว หัวเทียนก็มี 8 หัว กรณีติดแก๊สจะเสียเร็ว ค่าอะไหล่ ค่าแรงเกิน 15,000 บาท

ผู้เขียนจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรุ่นนี้ที่อาจจะไม่เหมือนใคร สำหรับการใช้งานอย่างสบายใจ
1. กรณีรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ i-DSI จะเน้นซื้อรถเกียร์ธรรมดา เพราะเครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันกว่า Honda City รุ่นอื่น มีความอเนกประสงค์เบาะหลังพับได้ ห้องโดยสารกว้าง ประโยชน์ใช้สอยคุ้ม เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Vios แต่รุ่นนี้เหมาะสำหรับคนโสด ครอบครัวเล็กๆ โดยสารเต็มคันบ่อยๆ คงจะไม่ไหว กินน้ำมัน และแรงก็น่าจะไม่ค่อยพอสำหรับการเร่งแซง

2. กรณีใช้เครื่องยนต์ VTEC เน้นเกียร์ธรรมดาเช่นกัน แรง และไม่ต้องกังวลกับระบบเกียร์ คอยล์จุดระเบิด และหัวเทียนมากถึง 8 หัว ในงบประมาณ 200,000 บาท ทั้งค่าตัวรถและค่าซ่อมแบบใจถึง เงินถึง ซ่อมให้หมดทุกจุด ก็จะได้รถไว้ใช้งานอีกหลายแสนกิโลเมตร อย่างผู้เขียนก็น่าจะตายจากโลกนี้ไปก่อนรถจะพัง