รู้ก่อนซื้อ! รถมือสอง Nissan Cefiro A33 ปี 2002-2005 ราคาประมาณ 70,000 บาท

สรุปข้อมูลรถมือสอง Nissan Cefiro A33 รุ่นสุดท้าย เริ่มขายในไทย ปี 2002-2005 เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจรถมือสองรุ่นนี้ ซึ่งปัจจุบัน (กันยายน 2562) ราคาซื้อขายอยู่ประมาณ 70,000 บาทขึ้นไป รถยนต์รุ่นนี้เป็นรุ่นใหญ่ รูปทรงสวย หรูหรานั่งสบาย แต่ก็มีค่าซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายในการดูแล และการใช้งาน ค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงต้องศึกษาหาข้อมูลรถยนต์ที่ต้องการให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นสุดท้าย ผู้เขียนจะสรุปเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ยี่ห้อ รุ่น ปี ของรถยนต์มือสอง

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นนี้เป็น รุ่นสุดท้ายของ Nissan Cefiro อายุรถขณะนี้ประมาณ 14-17 ปี เริ่มขายในไทย ปี2002-2005 รถรุ่นนี้ในปัจจุบันอาจจะมีราคาถูกมาก เริ่มตั้งแต่ 70,000 กว่าบาทขึ้นไป ถึงหนึ่งแสนบาทต้นๆ ในรุ่นสุดท้ายนี้ได้มีการพัฒนาทั้งเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น เป็นรถยนต์หรู สำหรับผู้ใหญ่ หรือผู้บริหาร หรือรถครอบครัว สวยงาม นิ่ม เงียบ แต่กินน้ำมันสุดๆ รุ่นนี้วางจำหน่ายในไทยระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ก่อนจะเปลี่ยนรุ่นเป็น Nissan Teana

 

รถรุ่นนี้ยังหารถสภาพสวย สภาพดีได้ อายุรถประมาณ 14-17 ปี รถใช้งานน้อยยังสามารถหาซื้อได้ เลขไมล์แสนกว่ากิโลเมตรสภาพยังดีมาก แถมราคาซื้อขายก็ไม่แพง แต่อย่าไปคิดว่า นี่คือของดีราคาถูกนะ เพราะมีรายจ่ายอื่นตามมาอย่างมาก ค่าบำรุงรักษาแพง รถหรูก็ต้องคู่กับคนมีเงินอยู่ดี ไม่ว่ารถรุ่นนั้นจะกลายเป็นรถมือสอง ราคาแสนถูกก็ตาม

 

รถมือสองรุ่นนี้ มี 3 รุ่นหลักๆ
1. รุ่นต่ำสุด Excimo VQ 2.0 ขนาด 2000 cc 155 แรงม้า ตัวถูกสุด เน้น รถสนามบิน รถเช่า จุดสังเกตุ เช่น เรือนไมล์ไม่เรืองแสงพวงมาลัยหุ้มหนังทั้งวง ไม่มีลายไม้
2. รุ่นทอปของ เครื่องยนต์ VQ 2.0 Executive 2.0 ขนาด 2000 cc 155 แรงม้า รุ่น Top ของตัว 2.0 รุ่นนี้นิยมใช้กันมาก
3. รุ่นเครื่องยนต์ VQ 3.0 Brougham 3.0 (ออกเสียง บรู๊กแฮม) เป็นรุ่นเครื่องยนต์ 3000 cc กำลังเครื่องยนต์ 220 แรงม้า เป็นรุ่นแพงสุด เครื่องยนต์ใหญ่ที่สุด

แต่รถที่ลงประกาศขาย อาจจะมีตัวเลือกอื่นเพิ่มเติม ก็คือ รุ่น VQ 2.5 เครื่องยนต์ 2500 cc เป็นเครื่องยนต์แบบ V6 หรือ 6 สูบ ขับเคลื่อนล้อหน้า เป็นรุ่นที่นิยมนำรถรุ่น VQ 2.0 หรือแม้แต่ VQ 3.0 ที่มีสภาพเครื่องยนต์แย่เต็มทีแล้ว ไปเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น2500 cc เพื่อให้มีเรี่ยวแรงมากขึ้น ไม่อืด เวลาออกตัว

ภาษี ประกันภัย พรบ

รถยนต์มือสอง Nissan Cefiro A33 จะมีภาษีแยกตามขนาดเครื่องยนต์ ซึ่งขณะนี้รถมีอายุเกิน 10 ปี แล้วภาษีจะลดลง 50% ดังนี้

1. รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ VQ 2.0 หรือ 2000 cc แต่ความจุจริง 1995 cc ภาษีต่อปีประมาณ 1440 บาทต่อปี
2. รุ่นนี้เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น VQ 2.5 หรือ 2500 cc แต่ความจุจริง 2495 cc ภาษีต่อปีประมาณ 2440 บาทต่อปี
3. รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ VQ 3.0 หรือ 3000 cc แต่ความจุจริง 2987 cc ภาษีต่อปีประมาณ 3424 บาทต่อปี
4. พรบ ต่อปีประมาณ 600-700 บาท (หรืออาจจะมากกว่านี้) โดยจะนำภาษีประจำปี ในข้อที่ 1 – 3 มารวมกับ พรบ ก็จะเป็นเงินที่จะต้องจ่ายต่อปี รุ่นเครื่องยนต์แรง อย่าง VQ 3.0 หรือ 3000 cc ค่าภาษี + พรบ ต่อปีก็เกิน 4000 กว่าบาท
5. การทำประกันภัยแบบไม่บังคับอย่างประกันชั้น 3 ประมาณ 3000 บาท (ต้องสอบถามเพิ่มเติมกับบริษัทประกันภัย) การทำประกันภาย อย่างน้อย ก็ควรทำประกันภัยชั้น 3 เผื่อช่วยเหลือค่าซ่อมคู่กรณี หากเป็นฝ่ายผิดขับไปชนรถคันอื่น

สรุป
1. รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ VQ 2.0 2000 cc การต่อเฉพาะภาษี และ พรบ จะต้องจ่ายประมาณ 2000 กว่าบาทต่อปีขึ้นไป แต่หากต่อประกันภัยชั้น 3 ด้วยแล้ว จะต้องจ่ายต่อปีเพิ่มอีกประมาณ 3000 บาท รวมทั้งหมดประมาณ 5000 บาทขึ้นไป
2. รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ VQ 2.5 2500 cc การต่อเฉพาะภาษี และ พรบ จะต้องจ่ายประมาณ 3000 กว่าบาทต่อปีขึ้นไป แต่หากต่อประกันภัยชั้น 3 ด้วยแล้ว จะต้องจ่ายต่อปีเพิ่มอีกประมาณ 3000 บาท รวมทั้งหมดประมาณ 4000 บาทขึ้นไป
3. รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ VQ 3.0 3000 cc การต่อเฉพาะภาษี และ พรบ จะต้องจ่ายประมาณ 4000 กว่าบาทต่อปีขึ้นไป แต่หากต่อประกันภัยชั้น 3 ด้วยแล้ว จะต้องจ่ายต่อปีเพิ่มอีกประมาณ 3000 บาท รวมทั้งหมดประมาณ 7000 บาทขึ้นไปประกันภัยชั้น 3 เป็นชั้นต่ำสุด ยังแพงขนาดนี้ หากเลือกประกันภัยชั้น 2 หรือ ชั้น 1 ก็คงจะหลักหมื่นบาทต่อปี สำหรับภาษี พรบและประกันภัย รถเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อคนมีเงิน

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับภาษี พรบ และประกันภัยรถยนต์
รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีประจำปี สามารถสอบถามได้จากทางเจ้าของรถ ซึ่งจะมีรายการอยู่ท้ายเล่มทะเบียนอยู่แล้ว จากนั้นก็นำไปรวมกับ พรบ ประมาณ 600 กว่าบาทขึ้นไป และประกันภัย

เครื่องยนต์ ขนาดของรถยนต์

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นสุดท้าย ปี 2002-2005 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2 แบบ ขนาด 2000 ซีซี และ 3000cc แต่สำหรับรถที่ขายในท้องตลาดจะมีเครื่องยนต์ 3 ขนาด ดังนี้
1. รุ่น VQ 2.0 เครื่องยนต์ 2000 cc เป็นเครื่องยนต์แบบ V6 หรือ 6 สูบ ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังเครื่องยนต์155 แรงม้า
2. รุ่น VQ 2.5 เครื่องยนต์ 2500 cc เป็นเครื่องยนต์แบบ V6 หรือ 6 สูบ ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังเครื่องยนต์190 แรงม้า รุ่นนี้เจ้าของรถอาจจะวางเครื่องใหม่ เพราะเครื่องเดิมซึ่งอาจจะเป็น 2000 cc หรือ 3000 cc หมดสภาพแล้ว ได้เวลาเปลี่ยนเครื่องยนต์
3. รุ่น VQ 3.0 เครื่องยนต์ 3000 cc เป็นเครื่องยนต์แบบ V6 หรือ 6 สูบ ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังเครื่องยนต์ 220 แรงม้า
ปัจจุบัน (กันยายน 2562) แม้รถรุ่นนี้จะมีอายุประมาณ 14-17 ปีแล้วก็ตาม แต่บางคันยังใช้งานไม่มาก เลขไมล์ยังไม่ถึง200,000 กิโลเมตร ก็ยังสามารถหาซื้อได้ มีทั้งที่ไม่เคยติดแก๊ส และ ติดแก๊สเรียบร้อยแล้ว ให้เลือกซื้อตามใจชอบ

การวางเครื่องยนต์ใหม่

รถรุ่นนี้ที่ขายในราคาถูก เครื่องยนต์ใช้งานมาก ก็มีโอกาสจะต้องนำไปวางเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งก็สามารถวางได้หลายรุ่น เช่น
1. วางเครื่องเดิมตรงรุ่น อย่าง รุ่น VQ 2.0 หรือ VQ 3.0 ก็วางเครื่องเดิม ซึ่งเครื่องยนต์ไม่แพง นิยมวางเครื่องใหม่พร้อมเกียร์
2. วางเครื่อง VQ 2.5 เครื่องยนต์ 2500 cc เป็นเครื่องยนต์แบบ V6 หรือ 6 สูบ ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังเครื่องยนต์ 190 แรงม้าหลายคนมองว่าคุ้มค่า เพราะ VQ20 อืดเกินไป ช่วงออกตัว ส่วน VQ30 เครื่องยนต์ 3000 cc ก็กินน้ำมันมากเกินไป ทั้งกินน้ำมันและภาษีต่อปีก็แพงเช่นกัน

เรื่องสำคัญจะต้องรู้
– การซื้อรถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เดิมติดแก๊ส ควรตรวจสอบให้ดี เพราะยากจะรู้ว่า ข้างในเครื่องและส่วนประกอบอื่นๆ จะมีอะไรเสียหายตามมาบ้าง อย่าง บ่าวาล์ว การตั้งวาล์ว ปัญหาความร้อน ซีลต่างๆ หากต้องการติดแก๊สควรเริ่มต้นที่ตัวเองจะดีกว่า โดยซื้อรถยนต์ที่ยังไม่เคยติดแก๊ส แล้วก็นำไปติดตั้งแก๊สเอง แต่รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ ติดแก๊สเองแพงหลายหมื่นบาท การเลือกรถที่ติดแก๊สมาแล้ว หากเจอรถสภาพเครื่องยังดี ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ส่วนจะซื้อมาเพื่อติดเอง ก็ต้องแน่ใจว่าคุ้มจริงๆ ในระยะยาวเพราะการติดแก๊สแพงกว่ารถเก๋งทั่วไป

รถเครื่องยนต์ใหญ่อย่างนี้ หากไม่รวยจริง เงินไม่เยอะจริง ไม่ควรเสี่ยง อย่าเห็นว่าเป็นรถดีราคาถูก ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ก่อนติดแก๊สแล้วจึงนำรถไปติดแก๊ส น่าจะมีค่าใช้จ่ายรออยู่ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทอย่างแน่นอน ไม่รวยจริงหรือเน้นเป็นรถคันแรก ไม่ควรเสี่ยงจะเสียเงินเปล่า

อัตราบริโภคน้ำมัน

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นสุดท้าย ปี 2002- 2005 ตัวอย่าง เครื่องยนต์ 2000 cc ใช้น้ำมัน เบนซิน และจากข้อมูลที่พยายามรวบรวมจากเว็บไซต์ต่างๆ รถยนต์มือสองรุ่นนี้ จะมีอัตราบริโภคน้ำมันดุเดือดพอสมควร
1. รถสภาพเดิมๆ เครื่องเดิม ไม่ติดแก๊ส เน้นใช้น้ำมัน การใฃ้งานในเมือง รถติด จะมีอัตราบริโภคน้ำมันเบนซิน ประมาณ 6-7กิโลเมตรต่อลิตร ปัจจุบันน่าจะน้อยกว่านี้ อาจจะเหลือ 5-6 กิโลเมตรต่อลิตร์ เพราะเครื่องเก่าแล้ว กินน้ำมันมากกว่าเดิม จากนั้นก็คำนวณกับระยะทางที่ขับจริงในแต่ละเดือน ขับรถวันละกี่กิโลเมตร จะต้องเติมน้ำมันมากน้อยเพียงใด เช่น ขับวันละ 30 กิโลเมตรเดือนละ 900 กิโลเมตร เติมน้ำมันทั้งหมด 900 หาร 6 เท่ากับ 150 ลิตร สมมุติว่า เติมน้ำมันเบนซิน 95 ลิตรละ 34.66 บาทเป็นจำนวน 150 คูณ 34.66 เท่ากับ 5,199 บาท

2. รถติดแก๊ส ใช้งานในเมือง จะมีอัตราบริโภคแก๊สที่มากกว่าการใช้น้ำมัน อาจจะเหลือ 5-6 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ด้วยราคาแก๊สที่ถูกกว่า จึงทำให้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า สมมุติว่า แก็สลิตรละ 13 บาท กินแก๊ส 13 หาร 6 เท่ากับ 2.1 บาท ต่อกิโลเมตร ใช้รถเดือนละ2000 กิโลเมตร ค่าแก๊ส 4200 บาท ต่อดือน เป็นต้น

3. การใฃ้งานนอกเมือง ขับรถทางไกล รถไม่ติด จะมีอัตราบริโภคน้ำมันน้อยกว่าการใช้งานในเมือง รถติด จะมีอัตราบริโภคน้ำมันเบนซิน ประมาณ 8-11 กิโลเมตรต่อลิตร ตามแต่สภาพเครื่องยนต์และความเร็วที่ใช้ ขับไม่เกิน 100 น่าจะทำได้ เกิน 10

กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับเครื่องเดิม

4. การใช้งานรถนอกเมืองกรณีติดแก๊ส ก็คำนวณคล้ายกัน สมมุติว่า เติมแก๊สขับได้ 10 กิโลเมตรต่อลิตร ราคาแก๊สอยู่ที่ 13 บาทต่อลิตร ดังนั้นจะกินแก๊สประมาณ 13 หาร 10 เท่ากับ 1.3 บาท ต่อกิโลเมตร เป็นต้น แต่จากข้อมูลที่ค้นหามานั้น จะกินแก๊สประมาณ 1.6 – 2 บาท ต่อกิโลเมตร หรือมากกว่า 2 บาทในบางคัน สำหรับเครื่องเดิมๆ อายุรถประมาณ 20 ปี แบบนี้

 

เรื่องสำคัญต้องรู้
1. การใช้งานรถรุ่นนี้ในเมือง ไม่ว่าจะใช้น้ำมันหรือแก๊ส ก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง อยู่ดี โดยเฉพาะหากแก๊สปรับราคาขึ้นเมื่อใด ก็จะสร้างปัญหาทันที การใช้งานทุกวัน ขับทุกวัน จึงต้องคิดคำนวณเรื่องค่าน้ำมันหรือแก๊สให้ดี ปรับราคาขึ้นเมื่อใด กระเป๋าฉีกแน่นอน
2. รถติดแก๊สต้องเติมทั้งแก๊สทั้งน้ำมัน โดยเมื่อสตาร์ตรถจะใช้น้ำมัน แล้วจึงสลับไปใช้แก๊ส ก่อนจะเข้าบ้านก็อาจจะสลับไปที่น้ำมันจากนั้นก็ดับเครื่อง
3. กรณีแก๊สปรับราคาสูงขึ้น ก็ต้องเตรียมรับมือด้วย เพราะเมื่อถึงเวลานั้น รถรุ่นนี้จะขายไม่ออก ขายก็ไม่มีใครซื้อ ใช้เองก็ไม่ไหวกินทั้งน้ำมัน กินทั้งแก๊ส ไม่รวยจริง ต้องคิดให้รอบด้าน ต้องมีที่จอดเพียงพอ ไม่เช่นนั้นก็อย่าเสี่ยงหาเรื่องใส่ตัว

สภาพรถมือสอง สภาพเดิม หรือปรับแต่ง

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นสุดท้าย ปี 2002-2005 มีอายุการใช้งาน ประมาณ 14-17 ปี การหารถสภาพดีเดิมๆ สภาพสวย เลขไมล์น้อย ไม่ต้องทำสี สภาพภายนอกภายในก็ยังดี ประหยัดเงินค่าทำสีไปหลายหมื่นบาท ที่เหลือก็เอาเงินไปปรับแต่งส่วนอื่นๆ อย่างโดยเฉพาะเครื่องยนต์ ช่วงล่าง รวมๆ แล้ว บูรณะสัก 5 หมื่นบาท น่าจะจบ และใช้ต่อได้หลักหลักแสนกิโลเมตร

ส่วนกรณีของรถเดิมๆ ที่ไม่เคยติดแก๊สมาก่อน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากเน้นนำมาบูรณะ และติดแก๊สเพื่อความประหยัด ก็น่าจะใช้งบอีกเกิน 5 หมื่นบาท น่าจะจบ ได้รถดีไว้ใช้งานอีกนานประมาณ 1 แสนกว่ากิโลเมตร ก็จะเริ่มมาซ่อมกันอีกครั้ง โดยมีค่าซ่อมหลักหมื่นเหมือนเดิม

รถรุ่นนี้อายุการใช้งานมากแล้ว แต่จากที่ดูมาหลายคัน สภาพยังดูดี ไม่ต้องทำสี แต่จะมีส่วนอื่นที่จะต้องจัดการ โดยเฉพาะรถไม่มีประวัติการซ่อมบำรุง แม้จะเป็นรถแบบเดิมๆ สภาพเดิม แต่ก็น่าหนักใจเหมือนกัน เพราะรุ่นนี้ ทุกแสนกว่ากิโลเมตร จะมีซ่อมชุดใหญ่ หลายหมื่นบาทเสมอ หากจะต้องทำทุกจุด ดังนั้นต้องตรวจสอบให้ดี ก่อนตัดสินใจซื้อ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ไม่เช่นนั้นจะเจ็บตัว โดยเฉพาะคนมีรายได้น้อย มีรถคันเดียว ใช้รถทุกวัน ควรหลีกเลี่ยง

 

เรื่องสำคัญต้องรู้
รถมือสองรุ่นนี้จากที่หาข้อมูลจากหลายเว็บไซต์ จะมี 2 ประเภทใหญ่ๆ ก็คือ
1. รถมือสองสภาพเดิมๆ เหมือนมาจากโรงงาน ไม่มีการปรับแต่ง ดัดแปลง โดยเฉพาะล้อ แม็ก ยาง โหลดเตี้ย ไม่เคยติดแก๊ส รถเหล่านี้ก็จะมีค่าซ่อมบำรุงส่วนต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องทำ หลายจุดเหมือนกัน หากไม่เคยมีประวัติการซ่อมมาก่อน และหากจะต้องนำไปติดแก๊สด้วยแล้ว ค่าใช้จ่ายเกิน 5 หมื่นบาทแน่นอน

2. รถดัดแปลง ปรับแต่ง เปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนล้อ หรือยางก็ตาม หรือติดแก๊สใสแง รถเหล่านี้อาจจะประหยัดค่าติดตั้งแก๊ส แต่อาจจะต้องซ่อมบำรุงส่วนอื่นๆ หากเครื่องยนต์ไม่มีปัญหา งบสัก 5 หมื่นน่าจะพอ แต่ต้องตรวจสอบให้ละเอียด อย่าให้ต้องทำหลายจุดมากเกินไปนัก เช่น ช่วงล่าง ยาง ระบบน้ำ เกียร์ คอยล์ แค่นี้ก็เกิน 5 หมื่นบาทเข้าไปแล้ว

ราคาซื้อขายรถยนต์มือสองรุ่นนี้

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นแรก ปี 2002-2005 เป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ใหญ่ กินน้ำมัน ราคาซื้อขายจึงมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ เป็นธรรมดา รถปีแรกๆ ประมาณ 2002 บางคันราคาเหลือประมาณ 7 – 8 หมื่นบาม และเริ่มจะทรงตัวแล้ว ราคาตกมากเพราะค่าซ่อมบำรุง และรายจ่ายอื่นๆ ที่ตามมา จะค่อนข้างสูงมาก คนจึงไม่กล้าซื้อ เพราะน้อยคนจะสามารถดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ตามมาได้

เมื่อคนไม่นิยม คนไม่ซื้อ ราคาจึงตกมาก แม้รถจะมีสภาพดีก็ตาม โดยรถทุกชนิดราคาจะเหลืออยู่ไม่ถึงแสนบาท สภาพดีก็จะอยู่ประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป ไม่เกินแสนบาท รถสวยแต่ขายไม่ออก คนมีเงินก็ไปซื้อรถใหม่เรื่องอะไรจะเลือกรถเก่า ส่วนคนซื้อก็อาจจะเป็นคนที่อยากลองของหรู หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ราคาซื้อขายรถยนต์ทุกประเภท อย่างรถ Nissan Cefiro ทุกรุ่นตั้งแต่ A31, A32 และ A33 ราคาซื้อขายจะปรับลดลงทุกปี สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถปีใหม่กว่า หรือเก่ากว่า ราคาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งแสนบาทเหมือนกัน และจะทรงตัวอยู่แค่นั้น อย่าง Cefiro ทั้ง3 รุ่น ราคาก็จะเหลือใกล้เคียงกัน ก็อยู่ที่ว่าชอบแบบไหน หากเน้นสดใหม่ ก็ต้อง รุ่นสุดท้ายอย่าง Cefiro A33 หรือชอบรถที่สามารถปรับแต่งได้มาก ก็ต้อง Cefiro ตัวแรก A31 เป็นต้น ตัวนี้วางเครื่องดีเซลก็ยังได้ มีเครื่องยนต์รองรับมาก เพราะเป็นรถขับหลัง

รถเครื่องยนต์ใหญ่ กินน้ำมัน ค่าใช้จ่ายในการดูแลและใช้งานสูงแบบนี้ ราคาซื้อขายจะลดลงอย่างมาก มากกว่ารถเล็ก เครื่องยนต์เล็ก อย่าง Honda City ปี 2002 หากสภาพสวยแบบนี้ ราคาก็จะคงอยู่ประมาณนี้ 70,000 บาทขึ้นไป แต่รถรุ่นนี้ออกใหม่ป้ายแดงราคาประมาณ 7 แสนบาท

ในขณะที่ Nissan Cefiro ปี 2002 เหมือนกัน ราคาหลักล้านบาท แต่ราคาขายต่อถูกกว่า และจะลดลงไปเรื่อยๆ อย่างขณะนี้ขายอยู่ประมาณ 120,000 บาท แต่ในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้าก็อาจจะเหลือ 8-9 หมื่นบาท ตัวแปรสำคัญก็คือน้ำมันและแก๊สหากน้ำมันและแก๊สปรับราคาขึ้นเมื่อใด ราคาซื้อขายรถเหล่านี้จะลดลงอีก เพราะขายไม่ออก เนื่องจากกินน้ำมันมาก และสุดท้ายแล้วรถยนต์เครื่องใหญ่ ที่เคยมีราคาหลักล้านเหล่านี้ เมื่อเป็นรถมือสอง จะมีราคาถูกกว่ารถเล็กๆ ประหยัดน้ำมันอย่างพวก Honda City,Toyota Vios เสมอ

 

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับราคาซื้อขายรถ
รถยนต์ทุกประเภทเมื่อกลายเป็นรถยนต์มือสองแล้ว รถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่จะเป็นรถที่ขายต่อไม่ง่ายนัก แม้จะเป็นยี่ห้อยอดนิยมก็ตาม และราคาก็อาจจะตกมาก หรือถูกกดราคามาก หากขายให้เต็นท์ บางคันราคาถูกมาก ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสภาพดี แต่ที่ดูดีอาจจะแค่สภาพภายใน ภายนอก แต่เครื่องในนั้นแย่เต็มที รอซ่อมหลายรายการ แต่ละรายการก็แพงมาก

บางคนเห็นแก่ของถูกราคาถูก ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน จึงพลาดซื้อมาหวังจะติดแก๊สให้ประหยัด แต่ลืมนึกถึงรายจ่ายด้านอื่น ซึ่งไม่ได้ลดลงตามราคารถ ทำให้เจ็บตัว เสียเงินเปล่า เรื่องนี้ต้องศึกษาให้ดี

ออพชั่นพิเศษของรถรุ่นนี้

รถรุ่นนี้เป็นรถหรู เน้นตลาดผู้บริหารจึงมีออพชันอำนวยความสะดวกหลายอย่างเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่นทอป หรือรุ่นพิเศษ แต่ออพชั่นเหล่านี้ก็เหมือนดาบ 2 คม หากเสียขึ้นมา ค่าซ่อมก็มากเหมือนกัน ดังนั้นจึงเลือกรุ่นที่สมบูรณ์ที่สุด ตัวอย่างออพชันต่างๆเช่น abs/airbag เบาะหนัง พวงมาลัยเพาเวอร์ เบาะหนังแท้ปรับไฟฟ้า ม่านไฟฟ้าหลัง ปราค์โทนิค แอร์ดิจิตอล จอ LCD ภายในลายไม้ กระจกข้างปรับ พับไฟฟ้า ไฟหน้าปรับได้ ไฟตัดหมอก เป็นต้น บางออพชั่นค่าซ่อมหรืออะไหล่แพง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างแร็คพวงมาลัย หากรั่วขึ้นมา เบิกศูนย์หลักหมื่นบาท

จุดเด่นของรถยนต์มือสองรุ่นนี้

รถมือสองรุ่นนี้มีคุณสมบัติเด่นหลายด้าน เช่น
– รถยนต์คันใหญ่ หรูหรา ห้องโดยสารกว้าง นั่งสบาย ทั้งคนขับและผู้โดยสาร เดินทางไกลไม่ปวดเมื่อย
– ตัวถังแข็งแรง ปลอดภัย
– เครื่องเงียบ ห้องโดยสารเงียบ
– เครื่องยนต์มือสองของรถรุ่นนี้ยังมี ราคาไม่แพง

จุดด้อยของรถยนต์มือสองรุ่นนี้

จุดด้อยของรถรุ่นนี้ มีหลายด้าน เช่น
– เป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ เครื่องใหญ่ กินน้ำมัน การใช้งานระยะใกล้ๆ หรือขับแล้วจอดบ่อย ใช้งานในเมืองจะค่อนข้างกินน้ำมันมากและกินแก๊ส
– ค่าซ่อมบำรุงแพง ในระยะทาง 1 แสนกิโลเมตร จะต้องมีค่าซ่อมบำรุงหลักหมื่นบาท หากได้รถที่ไม่มีประวัติการซ่อม ก็จำจะต้องซ่อมใหญ่ ใช้งบเยอะมาก
– อะไหล่บางอย่างแพงมาก ไม่กี่ชิ้น ก็อาจแพงกว่าราคารถทั้งคัน
– ขายต่อไม่ง่าย เพราะเครื่องยนต์ใหญ่ คนซื้อต้องมีเงินหรือชอบจริงๆ หรือซื้อเพราะความไม่รู้ เห็นว่าถูกก็เอาไว้ก่อน
– ต้องการอู่เฉพาะ ไม่เช่นนั้นอาจจะซ่อมไม่จบ และถูกกว่าเข้าศูนย์
– ชิ้นส่วนบางอย่างเหมือนถูกออกแบบมาให้เหมือนรถยุโรป เมื่อถึงเวลา ก็จะพากันหมดอายุ

รถรุ่นนี้เหมาะกับใครบ้าง

รถรุ่นนี้ แม้จะเป็นรถดี ราคาถูก แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีรายได้น้อย แต่อยากจะหรู มีหน้ามีตา มีรถแพงขับ หากคิดแบบนี้เจ็บตัวแน่นอน ราคารถไม่แพง แต่ค่าซ่อมและค่าใช้จ่ายในการใช้งาน การดูแล ค่อนข้างแพง

ในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว รถแบบนี้เหมาะสำหรับคนมีเงิน ที่อยากจะใช้เงินให้คุ้มค่า เช่น ซื้อรถมา 100,000 นำมาบูรณะ ซ่อมบำรุงอย่างดี สมมุติว่าใช้งบสัก 150,000 ก็จะจบที่ 250,000 แต่ได้รถดี สภาพดี เพียงแต่ไม่ต้องจ่ายเงินหลักล้านบาท เหมือนซื้อรถใหม่ป้ายแดง หากคิดผิดไปจากนี้ เจ็บตัวแน่นอน

ความนิยมของรถยนต์รุ่นนี้

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นนี้ อาจจะมีบางคนที่ชอบเป็นพิเศษ แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่า คงจะมีคนสนใจไม่มาก เพราะทุกวันนี้มีรถใหม่ๆ ออกมามาก มีรถดีๆ ในท้องตลาดให้เลือกมากมาย ที่ไม่กินน้ำมันมากขนาดนี้ และคนส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากจะซื้อมาซ่อม ดังนั้นหากซื้อรถเหล่านี้มาเก็บไว้ รถเหล่านี้ก็อาจจะกลายเป็นรถรักเจ้าของ ขายต่อยาก ใช้ต่อก็ไม่ไหว หากการเงินไม่ดีนัก รายได้น้อย ไม่มีที่จอด คนก็จะไม่ซื้อกันแนนอน ความนิยมในอนาคตจึงมีแต่ลดน้อยลงๆ

รถคันแรก หรือรถคันที่สองของบ้าน หรือรถสะสม

รถยนต์รุ่นนี้ไม่ควรเป็นรถคันแรกของบ้านหรือเป็นรถคันแรกและคันเดียวในบ้าน ควรเป็นรถคันที่สอง หรือรถสะสม หรือรถของคนมีเงินใช้ไม่เดือดร้อน มีที่จอดรถ เพราะการใช้งานทุกวัน หากไม่มีเงิน รายได้ไม่ดีนัก จะสร้างปัญหาการเงินอย่างแน่นอน

 

การซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายตามระยะทาง

รถรุ่นนี้เป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ใหญ่ กินน้ำมัน ค่าใช้จ่ายตามระยะทางก็แพงตามไปด้วย ทั้งเรื่องค่าอะไหล่ ค่าซ่อมบำรุง ภาษี เพราะความใหญ่ของรถ ชิ้นส่วน และระบบต่างๆ ที่มากกว่ารถเล็ก จากข้อมูลที่ค้นหามานั้น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงต่อปีหลักหมื่นบาท และหลายหมื่นบาทเมื่อขับไปได้ประมาณแสนกว่ากิโลเมตร

ค่าซ่อมบำรุงรถยนต์มือสองรุ่นนี้ในเบื้องต้น

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นนี้ จะมีค่าซ่อมรออยู่ โดยเฉพาะหากเป็นรถที่ไม่มีประวัติการซ่อมมาก่อน จะมีรายการต้องซ่อม ดังนี้
1. การเปลี่ยนยางรถยนต์ รถรุ่นนี้ตามมาตรฐานใช้ล้อขนาด 16 นิ้ว หรือ R16 ขนาด 215 / 55 / R16 สิ่งสำคัญก่อนซื้อรถต้องหาข้อมูลราคายางเสียก่อน อย่าซื้อรถที่เปลี่ยนไปใช้ล้อขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 17 นิ้วขึ้นไป ราคายางค่อนข้างแพง
2. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ หม้อน้ำ ท่อน้ำ วาล์วน้ำ ปั๊มน้ำ แบตเตอรี่ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค-ครัชต้องตรวจสอบให้ดี แต่อย่างไรเสียก็หลักหมื่นบาทขึ้นไป
3. การต่อภาษี ตรวจสอบว่า หมดอายุหรือยัง เครื่องยนต์ใหญ่ภาษีก็แพงตามไปด้วย
4. แอร์ หากแอร์ไม่เย็น ออกแต่ลม ควรศึกษาค่าซ่อมแอร์ก่อนตัดสินใจซื้อรถ
5. ตัวถัง สภาพสี สภาพภายในภายนอก รุ่นนี้ยังไม่มีปัญหา หลายคันยังมีสภาพดี
6. รถติดแก๊ส ตรวจสภาพห้องเครื่อง ต้องแห้ง หากมีคราบน้ำมันหรือของเหลว ก็ไม่ควรซื้อ เพราะไม่รู้สภาพภายในของเครื่องยนต์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง จะมีค่าซ่อมอะไรตามมาบ้าง เพราะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น ก็จะมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ต้องหาข้อมูลค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนเครื่องเปลี่ยนเกียร์ ส่วนการซื้อรถมาเพื่อติดแก๊ส ก็มีค่าใช้จ่ายเกิน 3 หมื่นบาทรออยู่
7. ระบบขับเคลื่อนและบังคับเลี้ยว พวงมาลัยพาวเวอร์ แร็คพาวเวอร์ ลูกหมากต่างๆ เพลาขับ ระบบเกียร์ ชิ้นส่วนในระบบเกียร์เกียร์ออโต้รุ่นนี้ ด้วยอายุรถขนาดนี้อาจจะมีปัญหา เอาแค่แร็คพาวเวอร์กับเกียร์ ถ้ามีปัญหา ก็หลายหมื่นบาทแล้ว
8. สำหรับคันไหนที่ใช้เครื่องยนต์เดิมๆ ติดรถ ให้สตาร์ตเครื่อง แล้วฟังเสียงเครื่อง เงียบหรือไม่ รุ่นนี้ หากเครื่องไม่มีปัญหา ต้องเงียบมาก หากมีเสียงเครื่องยนต์เดินไม่เรียบ อาจจะเป็นปัญหาจากคอยล์ หรือเกียร์ ค่าซ่อมหลักหมื่นรออยู่แน่นอน
9. ระบบท่อน้ำมันต้องเปลี่ยน ถ้าใช้กับน้ำมันโซฮอลล์ เน้นใช้น้ำมันไม่ติดแก๊ส
10. ระบบเกียร์ ตรวจสอบให้ดี ค่าซ่อมแพง บางคนขับเร็ว ออกตัวแรง เกียร์พังเร็ว ถ้าเกียร์กระตุก ก็เตรียมซ่อมได้เลย อาการเกียร์มีปัญหา ตรวจสอบโดยเข้าเกียร์ D แล้วออกตัว หากรถไม่วิ่ง ต้องเข้าเกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 เพื่อช่วยออกตัว ก็แสดงว่าเกียร์เริ่มมีปัญหาแล้ว มีค่าซ่อมรออยู่
11. อาการคอยล์จุดระเบิดเสีย ให้สังเกตุรอบเดินเบา เช่น สตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ หรือจอด ไม่ดับเครื่อง หรือเข้าเกียร์ D หรือเกียร์ Rขณะจะออกตัว จะมีอาการสั่น แสดงว่าคอยล์มีปัญหา ค่าซ่อมหมื่นกว่าบาท เท่านั้นเอง

เรื่องต้องรู้
การซ่อมบำรุงน่าจะหนักพอสมควร สำหรับรุ่นนี้ เพราะอะไหล่แพง เนื่องจากเป็นรถใหญ่ ชิ้นส่วนมาก มีรายการต้องทำมาก จึงต้องตรวจสอบให้ดีว่า มีรายการใดเสียบ้าง และแพงหรือไม่ แต่อนาคตก็จะต้องซ่อมทั้งหมดอยู่ดี เมื่อซื้อรถมาใช้ อย่างไรเสีย ค่าซ่อมว่ากันที่หลักแสนอยู่แล้วสำหรับรุ่นนี้

ปัญหาการใช้รถในชีวิตประจำวัน

ปัญหาของรถรุ่นนี้ ที่อาจจะพบในชีวิตประจำวัน ปัญหาหลักๆ เลยก็คือ กินน้ำมัน กินแก๊ส จนอาจไม่สามารถใช้งานได้ทุกวันกรณีใช้งานในเมือง ใช้รถมาก รถติด การจราจรคับคั่ง

ด้วยขนาดของตัวรถที่ยาว ใหญ่ การใช้งานในเมือง อาจจะไม่คล่องตัว สู้รถเล็กไม่ได้ ซึ่งหาที่จอดได้ง่ายกว่า

ปัญหาประจำตัวของรถยนต์รุ่นนี้

รถยนต์รุ่นนี้จะมีปัญหาประจำตัวที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น
– ระบบน้ำ ท่อน้ำ วาล์วน้ำ หม้อน้ำ ปั๊มน้ำ มีปัญหา ต้องหมั่นตรวจสอบบ่อยๆ กรณีซื้อรถมือสองไม่รู้ประวัติ ควรซ่อมให้เรียบร้อยหลักหมื่นบาท
– คอยล์ โดยเฉพาะถ้าติดแกีส จะเสียเร็ว เพราะความร้อน มี 6 ตัว ราคาค่อนข้างสูง หนึ่งหมื่นกว่าบาท
– กินน้ำมัน เพราะเครื่องยนต์ใหญ่ ติดแก๊สก็ยังกินแก๊สมากเช่นกัน รายได้น้อย อย่าเสี่ยง
– ปัญหาเรื่องเกียร์ออโต้ ไม่ค่อยทน และควรใช้น้ำมันเกียร์ของศูนย์ เกือบ 3 พันบาท
– แร็คพวงมาลัยหากรั่ว อะไหล่ศูนย์แพงมาก 3 หมื่นกว่าบาท
– ฝากระโปรงหนัก ทำให้โช้คคำฝากระโปรงเสียบ่อย ต้องเปลี่ยนบ่อย

อะไหล่ แหล่งอะไหล่

อะไหล่ของรถรุ่นนี้ ยังหาได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อรถ หาข้อมูลกับร้านอะไหล่ในตัวจังหวัด ในท้องถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งอะไหล่ในเว็บไซต์ต่างๆ หรือในเฟสบุ๊ค ก็ยังหาได้

อู่นอก ศูนย์รถยนต์

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 ปี 2002-2005 เป็นรถยนต์ที่ควรเข้าอู่เฉพาะ ที่มีความชำนาญ ซ่อมแล้วจบ ก่อนซื้อจึงควรสำรวจอู่ใกล้บ้านเสียก่อน เข้าศูนย์ราคาค่าบริการสูงกว่าอู่นอก แพงทั้งค่าบริการและอะไหล่ ส่วนอู่ที่ไม่เก่งเฉพาะทางก็อาจจะมีปัญหาซ่อมไม่จบ

เรื่องต้องรู้
รถยนต์มือสองกับอู่เป็นของคู่กัน อย่าซื้อรถที่จะสร้างปัญหาเรื่องการซ่อมในอนาคต หาอู่ยาก เพราะจะทำให้ชีวิตเสียเวลา เสียเงินเสียการทำงาน เสียอารมณ์ รถที่ต้องการอู่เฉพาะยี่ห้อนั้นหากนำไปซ่อมกับอู่ทั่วไป จะมีโอกาสถูกคิดค่าอะไหล่ ค่าแรงแพงกว่า และอาจซ่อมไม่จบ เพราะไม่มีความชำนาญเฉพาะทาง เสียเงินซ้ำซาก

การขายต่อรถยนต์มือสองรุ่นนี้

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 ปี 2002-2005 เป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ กินน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงรักษาค่อนข้างสูง การขายต่อไม่ง่าย และราคาก็จะลดลงเรื่อยๆ ลดแรงและเร็ว

รถสภาพเดิมๆ ติดแก๊ส ราคาจะอยู่ประมาณ 7-8 หมื่นบาทและจะลดลงในปีถัดไป จนกว่าจะทรงตัวที่ประมาณ 50,000 ขึ้นไป

รถสภาพเดิมๆ สภาพยังสวย ไม่เคยติดแก๊ส ราคาใกล้เคียง 1 แสนบาท หรือเกินหนึ่งแสนบาทเล็กน้อย อาจเป็นรถที่เจ้าของดูแลอย่างดี มีประวัติการซ่อมบำรุง รู้สภาพรถ ว่าเป็นอย่างไร แต่ทั้งนี้ก็ควรซื้อกับเจ้าของรถโดยตรง ซื้อกับเต็นท์จะถูกบวกราคาเพิ่ม

รถสภาพเดิมๆ สภาพยังสวย ไม่เคยติดแก๊ส ราคาอาจจะอยู่ใกล้เคียง 1 แสนบาท สำหรับรถที่อายุรถยังน้อย เป็นรุ่นล่าสุดอย่างคันนี้ปี 2005 ราคาขายต่อประมาณ 175,000 บาท

บางคันแต่งสวย มีอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพิ่มเข้ามา ราคาอาจจะสูงมากขึ้นไปอีก อย่างคันนี้ ก็ต้องดูเงินในกระเป๋าตัวเองให้ดีเสียก่อน เอาอยู่หรือไม่ เพราะพอถึงเวลาต้องเปลี่ยน ต้องซ่อมอาจจะลำบาก เช่น ยางใหญ่ ราคาแพง เครื่องใหญ่ภาษีก็แพงกว่า เป็นต้น

อย่างคันนี้ยางขนาด 19 นิ้ว ราคาเกิน 25,000 บาทแน่นอน ได้เวลาเปลี่ยนยางเมื่อไร ลำบากแน่นอน แต่คันนี้ก็สวยจริงๆ ยกนิ้วให้เลย

ราคารถยนต์รุ่นนี้ที่ลดลงในแต่ละปี

รถยนต์มือสอง Nissan รุ่น Cefiro A33 รุ่นสุดท้าย ปี 2002-2005 เป็นรถขนาดใหญ่ ราคาซื้อขายในปัจจุบัน ยังไม่ทรงตัวหากทรงตัวแล้ว ราคาก็จะไม่เกินแสนบาท ซึ่งก็จะยังมีบางคันที่มีสภาพดียังราคาอยู่หนึ่งแสนบาทกลางๆ หรือปลายๆ แต่แม้จะมีอายุที่เกิน 14 ปีแล้ว ก็ยังหารถเลขไมล์น้อยๆ ได้ไม่ยาก ราคารถก็จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ในอีก 1-2 ข้างหน้าก็คงจะเหลือหนึ่งแสนบาทต้นๆ แทบทั้งหมด เพราะรถใหญ่แบบนี้ความต้องการน้อย ยิ่งคนไม่นิยม ราคาก็จะตกลงเร็วและแรง

เว็บบอร์ด เฟสบุ๊คกรุ๊ป

รถยนต์รุ่นนี้จะมีเว็บบอร์ด หรือ เฟสบุ๊ค เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ การรวมตัว เป็นแหล่งซื้อขายอะไหล่ ค้นหาได้จาก Google ด้วยคำว่า Nissan Cefiro facebook club ควรค้นหาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้ เพราะเป็นรถที่มีค่าซ่อมบำรุงค่อนข้างสูง พลาดแล้วเจ็บตัวแน่นอน

 

รถยนต์คู่แข่ง หรือ ทางเลือกอื่น

นอกจากการเลือกรถรุ่นนี้แล้ว ในท้องตลาดก็จะมีตัวเลือก เช่น Honda Accord, Toyota Camry ซึ่งข้อดีของ 2 ยี่ห้อนี้ ก็คือ ค่าซ่อมบำรุงต่ำกว่าแน่นอน เพราะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ แต่เรื่องอัตราการซดน้ำมันก็ถือว่าใกล้เคียงกัน รถเหล่านี้ มีคุณสมบัติคล้ายกันคือไม่ควรเป็นรถคันแรก คันเดียวในบ้าน ควรเป็นรถคันที่สอง รถสะสม ตามความชอบ และสำคัญมาก ไม่ควรเป็นรถของคนที่รายได้น้อย จะพากันแย่ ทั้งคนทั้งรถ นะจ๊ะ

สรุป

ท้ายนี้ก็หวังว่า บทความนี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่กำลังมองหารถยนต์มือสองขนาดกลาง เน้นไว้ใช้งานในครอบครัวมีสมาชิกหลายคน เพื่อจะได้เลือกรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการในการใช้งานมากที่สุด

ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว รถรุ่นนี้ไม่น่าเล่นเอาเสียเลย อะไหล่ไม่ทนและหลายรายการเสียด้วย เมื่อถึง 100,000 กิโลเมตร ก็จะมีรายการซ่อมรออยู่หลักหมื่นบาทเสมอ รถรุ่นนี้อาจจะคุ้มค่าสำหรับคนมีเงิน มีที่จอด ไม่เดือดร้อน รถคันที่สอง รถสะสม เน้นซื้อมาแต่งให้ดี มีสภาพสมบูรณ์ ซ่อมถึงเงินถึง ซ่อมจบ ก็จะใช้งานได้อย่างสบายใจ