ซื้อและซ่อมรถยนต์มือสอง Honda City งบ 50,000 บาท

สำหรับรถยนต์มือสอง Honda City ในราคาประมาณ 50,000 บวกหรือลบเล็กน้อย ในประเทศไทยที่มีจำหน่ายจะเป็น City ตั้งแต่รุ่นแรกสุด เป็นรถรุ่นปี 1996-2000 เครื่องยนต์ 1300 cc และ 1500 cc Honda City เป็นรถขนาดเล็ก ประหยัดค่าบำรุงรักษา ประหยัดน้ำมัน สำหรับผู้ที่การเงินยังไม่ดีนัก แต่มีความจำเป็นต้องใช้รถ Honda City ถือว่าคุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นรถยอดนิยม ประหยัด ซื้อง่ายขายง่าย อะไหล่ยังสามารถหาได้ แม้รุ่นแรกสุดจะมีอายุถึง 21 ปีแล้วก็ตาม

Honda City ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบหัวฉีด เบนซิน 91 แต่ปัจจุบันหลายปั๊มหยุดขายแล้ว ก็สามารถเติมแก๊สโซฮอลล์ 91 ได้ แต่มีอาการสะดุดบ้าง อาการหมือนวูบเวลาขับในบางคัน ส่วนเลขไมล์รถ ส่วนใหญ่ก็เกิน 3 แสนกันแล้ว แต่หากดูแลดี ก็ยังขับได้สบาย ใช้งานได้ไม่มีปัญหา คันสุดท้ายที่ผู้เขียนเคยใช้เครื่องยนต์ 1300 cc เลขไมล์ 436,000 ก็ยังขับได้ดี ขึ้นเขา เดินทางไกล เหมาะสำหรับการใช้งานคนเดียว หรือครอบครัวเล็กๆ อัตราเร่งไม่ได้เลวร้าย เหมาะไว้ใช้งานเน้นประหยัด หรือจะวางเครื่องใหม่ เครื่องยนต์ Honda ก็มีให้ เลือกหลายรุ่นที่ประหยัดน้ำมัน

งบประมาณ 50,000 บาทซื้อรุ่นใดได้บ้าง

สำหรับงบ 50,000 บาท จะสามารถซื้อ Honda City ได้ 2 รุ่น คือ รุ่นแรกรถปี 1996 เครื่องยนต์ 1300 cc. และ รุ่นเครื่องยนต์ 1500 cc ยังหารถที่มีสภาพดี ตัวถัง สีดีได้ แต่ต้องเข้าใจว่ารถเหล่านี้ ซื้อมาแล้วต้องซ่อมอีกหลายหมื่นบาท นอกจากจะเจอคันที่เจ้าของได้ซ่อมอย่างดีแล้ว ซึ่งหายากมาก

1. Honda City รุ่นแรก ปีประมาณ 1996 เครื่องยนต์ 1300 cc มีทั้งเกียร์ธรรมดาและออโต้ รถเหล่านี้เครื่องยนต์ใช้งานมาหลายแสนกิโลเมตรแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหากดูแลดี ถ่ายน้ำมันเครื่องให้บ่อยกว่าปกติ ไม่ต้องรอตามระยะ ยิ่งถ่ายบ่อยยิ่งดี เพราะเวลาใช้งานนั้นภายในเครื่องยนต์จะเกิดการสึกหรอ ทำให้มีเศษโลหะต่างๆ ไหลวนไปกับน้ำมันเครื่อง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับกระดาษทรายดีๆ นี่เอง ที่จะขัดถูกชิ้นส่วนภายในให้สึกหรอเร็วขึ้น

การถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อย ก็จะถ่ายพวกเศษโลหะเหล่านั้นออกจากห้องเครื่อง ก็จะปลอดภัยกับชิ้นส่วนภายใน รุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้งานคนเดียวเป็นหลัก หรือครอบครัวเล็ก 2-3 คน มากกว่านั้น หากขับต่างจังหวัด การเร่งแซงจะลำบาก

2. Honda City รุ่นแรก ปีประมาณ 1996 เครื่องยนต์ 1500 cc มีทั้งเกียร์ธรรมดาและออโต้ หน้าตาคล้ายกันต่างที่เครื่องยนต์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ผู้เขียนเคยผ่านมืออยู่คันหนึ่งเลขไมล์ 4 แสนกว่าเหมือนกัน รุ่นนี้เครื่องยนต์ทนทาน อัตราการกินน้ำมันจะมากกว่าเครื่อง 1300 cc เหมาะสำหรับคนมีครอบครัว สมาชิก 4-5 คน เผื่อเดินทางไกล ขับต่างจังหวัด การเร่งแซง การขึ้นเขา ต้องการรถที่มีกำลังมากกว่า รุ่นนี้ติดแก๊สได้ เครื่องยนต์ทนแก๊สพอสมควร

อัตราบริโภคน้ำมันของ Honda City 13001500 cc

Honda City ใช้เครื่องยนต์หัวฉีด ความจุ 1300 cc และ 1500 cc ใช้กับเบนซิน 91 แต่ปัจจุบันไม่มีขายแล้ว ก็สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 91 ได้เช่นกัน โดยมีอัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 9-18 กิโลเมตรต่อลิตร ขึ้นอยู่กับความเร็ว สภาพเครื่องยนต์ จำนวนผู้โดยสาร สภาพการจราจร ขนาดล้อและยาง สภาพถนน ระบบเกียร์ เกียร์ออโต้กินน้ำมันมากกว่า

อัตราบริโภคน้ำมันกับการใช้งานรถในเมือง

การใช้งานในเมือง ติดไฟแดงบ้าง ต้องชะลอรถหรือหยุดรถบ่อยๆ ทำให้เปลืองน้ำมัน ซึ่งรุ่นนี้จะกินน้ำมันในเมืองอยู่ประมาณประมาณ 9-12 กิโลเมตรต่อลิตร เครื่อง 1300 จะประหยัดน้ำมันมากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น สภาพการจราจร จำนวนผู้โดยสาร รถเล็กหากบรรทุกเต็มคัน ก็จะกินน้ำมันมากขึ้น รถเกียร์ออโต้กินน้ำมันมากกว่า หากเน้นประหยัดต้องเกียร์ธรรมดา

อัตราบริโภคน้ำมันกับการใช้งานต่างจังหวัด

การใช้งานนอกเมือง ขับยาวๆ ถนนโล่งๆ ไม่มีไฟแดง รถไม่ติด ในความ เร็วไม่เกิน 100 รุ่นเครื่องยนต์ 1300 cc อาจจะประหยัดได้เกิน 17-18 กิโลเมตรต่อเลิตรเลยทีเดียว แต่หากโดยสารเต็มคันจะกินน้ำมันมาก เพราะเครื่องยนต์มีขนาดเล็ก ส่วนรุ่น 1500 cc จะอยู่ประมาณ 13-15 กิโลเมตรต่อลิตร

สมรรถนะรถและการใช้งาน

Honda City เป็นรถขนาดเล็ก ความสะดวกสบายในการโดยสารขณะเดินทางเหมาะสำหรับ 4 ที่นั่ง หากมีผู้โดยสารเต็มคัน ก็จะไม่สบายนัก โดยเฉพาะการเดินทางไกลสำหรับรถเครื่องยนต์ 1300 cc เกียร์ออโต้ การเร่งแซงก็เช่นกัน ไม่สามารถใช้ความเร็วได้ปรู๊ดปร๊าดเหมือนรถเครื่องยนต์ใหญ่ แรงม้าสูง

การขับรถขึ้นเขา ขึ้นเนินก็เช่นกัน ใช้รถเล็กเครื่องยนต์เล็ก และมีอายุแบบนี้ ต้องใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป การออกตัวแรงไม่ดีกับเครื่องยนต์ เพราะเก่าแล้ว นอกเสียจากจะทำเครื่องใหม่ให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้

การใช้รถเล็กมีวิธีประหยัดน้ำมันด้วยการควบคุมความเร็วในการเดินทาง เช่น 80, 90, 100 และต้องใช้ความเร็วให้คงที่ ก็จะประหยัดค่าน้ำมัน การออกตัว ต้องออกตัวช้าๆ

ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ ซ่อมบำรุง ดูแล

Honda city เป็นรถเล็ก ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งตัว แต่การซื้อรถแม้จะสามารถหาได้ในราคาประมาณ 50,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับการซ่อมบำรุงชุดใหญ่อาจจะไม่น้อยกว่า 50,000 บาทเช่นกัน เพื่อให้รถมีความสมบูรณ์มากที่สุด สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงรถใหม่ ขับไปไหน ไม่ต้องกลัวเสียข้างทาง

แต่ Honda City ตัวแรก เครื่องยนต์ 1300 รุ่นที่ใช้พวงมาลัยพาวเวอร์ ต้องตรวจสภาพพวงมาลัยให้ดี เพราะชิ้นส่วนนี้แพงมาก ของใหม่เบิกศูนย์ประมาณ 40,000 กว่าบาทเลยทีเดียวของมือสองก็เกิน 20,000 บาท

รายการรายจ่ายและค่าซ่อมต่างๆ จะมีดังนี้
1. ระบบระบายความร้อน หม้อน้ำ ปั๊มน้ำ วาล์วน้ำ ท่อน้ำ ข้อต่อ น้ำยาเติมหม้อน้ำ
2. ยาง ช่วงล่าง โชค ผ้าเบรก ลูกปืนล้อ
3. พวงมาลัย น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ลูกหมาก ไม้ตีกลอง
4. ระบบขับเคลื่อน เพลาขับตัวนอก เพลาขับตัวใน จารบี ยางหุ้มเพลาขับ เกียร์ ครัช ฟลายวีล ยางรองแทนเกียร์
5. เครื่องยนต์ สายพานและชิ้นส่วนหน้าเครื่อง สายพานแอร์ สายพานไดชาร์จ สายพานพวงมาลัยพาวเวอร์ ซีลข้อเหวี่ยง ยางกันแครง น้ำมัน ปะเก็น โอริง น้ำมันเครื่อง ปั๊มน้ำ
6. แอร์รถยนต์ คอมเพรสเซอร์ คอยล์เย็น ไดเออร์ น้ำยาแอร์ คอยล์ร้อน
7. ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ไฟต่างๆ แตร ไดชาร์จ ฟิว
8. ตัวถัง และอุปกรณ์ภายนอก แผล รอยเฉี่ยวชน ถลอก สีรถ ยางขอบกระจก สนิม กระจกมองข้าง ชิ้นส่วนที่ผุ ต้องทำสี อุปกรณ์มาตรฐาน
9. ท่อไอเสีย ท่อพัก ยางยึดท่อไอเสีย ข้อต่อท่อไอเสีย
10. วิทยุ เครื่องเสียง ลำโพง หน้า หลัง
11. ห้องโดยสารและอุปกรณ์ต่างๆ เบาะ ชิ้นส่วนภายในแบบมาตรฐาน
12. ภาษี พ.ร.บ. ประกันภัย ค่าโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์

รายการที่ต้องทำแม้จะมีค่อนข้างมาก แต่ในการเลือกซื้อรถหากเลือกได้ดี เช่น ยางยังใหม่ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนยางประหยัดไป 6000 บาทขึ้นไป แอร์เย็นปกติ ก็ประหยัดไปไม่ต่ำกว่า 5000 บาท สีทั้งคันยังคงใช้ได้ ไม่ต้องทำสีก็ประหยัดไป 20,000 บาท ขึ้นไป ท่อไอเสียไม่มีผุ ไม่มีรั่ว ก็ประหยัดไปไม่ต่ำกว่า 5000 บาท ระบบระบายความร้อนหม้อน้ำไม่ตัน ไม่มีคราบสนิมในหม้อน้ำ ก็ประหยัดไปเกิน 5000 บาท เป็นต้น การเลือกรถนั้นสิ่งสำคัญที่สุด จะต้องดูให้ออกว่า อะไรต้องทำ ต้องเปลี่ยน มีค่าซ่อมรออยู่ อย่างการทำสีทั้งคัน ต้องถอยแล้วหาคันใหม่

รถรุ่นนี้เหมาะกับใครบ้าง

Honda City เป็นรถเล็ก ประหยัดจึงเหมาะสำหรับทุกคน ทุกบ้าน ที่การเงินการงานยังไม่มั่นคงนัก โดยเฉพาะคนโสดหรือครอบครัวครัวเล็กๆ กำลังตั้งตัว รถเล็กๆ แบบนี้ควรมีติดบ้าน โดยเฉพาะหากเป็นรถคันแรกในบ้าน ควรเป็นรถประหยัดน้ำมัน ส่วนรถในแบบที่ชอบ และอยากได้ ควรเป็นคันที่ 2 ในบ้าน การใช้รถที่ประหยัดค่าใช้จ่ายจะใช้งานอย่างสบายใจ สบายกระเป๋า

รถเล็กสามารถปรับปรุงให้ดีได้ หากต้องการความนุ่มนวลก็ใช้โช้คดีๆ ยางดีๆ ตกแต่งภายในได้ตามต้องการ แต่เรื่องความประหยัด เครื่องยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ปรับแต่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง บางคนแม้จะมีการงาน เงินเดือนดี แต่ความมั่นคงก็ไม่เข้าใครออกใคร วันดีคืนดีอาจโดนลดเงินเดือน ให้ออก ตัดค่าน้ำมัน ฯลฯ อะไรก็เกิดขึ้นได้ จากที่เคยใช้รถใหญ่ บางคนก็จำเป็นต้องหาซื้อรถเล็กมาไว้ใช้อีกคัน
รถเก่าราคาถูกก็จริงแต่ราคาอะไหล่ยังเท่าเดิมหรือแพงกว่าเดิม และจะยิ่งแพงมากขึ้นตามระดับของรถ อย่าง Honda Accord หรือ Honda Civic ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า Honda City แม้รถมือสองจะมีราคาเท่ากัน

เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อรถรุ่นนี้

Honda CIty ตัวแรก แม้จะเก่ามากแล้ว อายุประมาณ 20 ปี แต่ก็ยังหารถที่มีสภาพดีได้ ที่ยังใช้งานไม่มาก โดยเฉพาะรถในต่างจังหวัด ซึ่งแม้จะมีเลขไมล์มากเกิน 300,000 กิโลเมตร แต่การใช้งานในต่างจังหวัด รถไม่ติด เครื่องยนต์ไม่ช้ำเหมือนรถในเมือง แต่ด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก จึงไม่เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่

Honda City เครื่องยนต์ 1300 เกียร์ออโต้จะยิ่งอืด หากนั่งเต็มคัน ขับทางไกล การแซง การขับรถขึ้นเขาลงเขา มีปัญหาแน่นอน ถ้าสมาชิกในบ้านมีหลายคนก็ต้องตัดสินใจให้ดี เดินทางกันทั้งครอบครัวอยู่บ่อยๆ ควรใช้รุ่น 1500 cc

รถรุ่นนี้จึงเหมาะสำหรับการใช้งานคนเดียวหรือสมาชิกในบ้าน 2-3 คัน เครื่องยนต์เอาอยู่แน่นอน ไม่เช่นนั้นก็ต้องเลือกซื้อรุ่นเครื่องยนต์ 1500 cc ซึ่งกินน้ำมันมากกว่าเล็กน้อย แต่ได้แรงมากขึ้น รถเลขไมล์ 4 แสนกว่า ก็ยังเคยเอาไปขึ้นภูชี้ฟ้ากันมาแล้ว ไม่มีปัญหา ถ้าดูแลดี รุ่นนี้เครื่องยนต์ทนทานติดแก๊สก็ยังใช้งานได้หลักแสนกิโลเมตร

ขั้นตอนการเลือกรถที่ต้องการ

เมื่อตัดสินใจเลือกรถรุ่นนี้ การเลือกรถก็ต้องกำหนดเงื่อนไขกันก่อนว่าจะต้องดูอะไร ส่วนไหนบ้าง วิธีดูรถง่ายๆ แม้ไม่ใช่ช่างก็ไม่ยาก เน้นการมองหาตำหนิ หาชิ้นส่วนที่ชำรุด ผิดรูป หรือดูแล้วมีปัญหาต้องซ่อมและเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ดูแค่นี้ก็พอ โดยเริ่มจากส่วนต่างๆ ดังนี้

A. การดูตัวถังภายนอก

ตัวถังภายนอกดูง่าย โดยไล่ไปตามลำดับดังนี้ เช่น
1. ดูสีภายนอก ทำสีใหม่หรือไม่ ถ้าทำใหม่ หลายคันทำสีขาย โดยทำแบบถูกๆ ใช้สีคุณภาพต่ำ หากจอดตากแดดตากฝน ไม่นานก็มีปัญหาต้องทำสีใหม่ จึงควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะรถเต็นท์ สวยๆ ทั้งนั้นเลย
2. ดูรูปร่าง แสงเงาของสี เลือกคันที่สวยงาม แสงเงาใกล้เคียงรถใหม่ เวลาดูรถให้เดินออกไปไกลๆ มองมาแต่ไกลทุกมุม หน้าหลัง ซ้ายขวา บน
3. มองหาตำนิ สิ้นส่วนที่ชำรุด รอยชน หรือรอยที่ต้องซ่อม ค่าทำสีว่ากันที่หลักพันบาทขึ้นไป พยายามหารถที่ไม่ต้องทำสีทั้งคัน ไม่เช่นนั้นมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นรออยู่ หากต้องทำสีทั้งคันให้ข้ามไปเลย หาคันใหม่
4. เลือกรถที่อยู่ในสภาพเดิมๆ ที่สุด ล้อและยางก็ใช้ขนาดมาตรฐาน เดิมๆ จะเป็นล้อขอบ 13 นิ้ว บางคันเปลี่ยนเป็น 16 นิ้ว ก็ข้ามไปเลย อนาคตนี่คือรายจ่ายก้อนโต เพราะยางแพงกว่า และหากจะเปลี่ยนไปใช้ล้อเล็กกว่านั้น ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อล้อและยางอีกด้วย

5. หลีกเลี่ยงรถสีเขียว น้ำเงิน สีเปลือกมังคุด สีแปลกๆ เน้นสีตลาดเท่านั้นเช่น ดำ บรอนซ์เงิน บรอนซ์ทอง โดยเฉพาะสีบรอนซ์จะดูไม่ค่อยเก่ามาก รถสีเขียว นกชอบขี้ใส่รถ

สรุป

เน้นรถที่ไม่ต้องทำสีทั้งคัน อุปกรณ์ครบๆ ไม่มีแผล หรือรอยเฉี่ยวชนรอบคัน เพราะจะมีค่าซ่อมคิดง่ายๆ ก็แผลละ 1000 จุดละพันบาทขึ้นไป

B. การดูภายในรถ

1. ดูเลขไมล์ ดูระยะทางกี่แสนกิโลเมตรแล้ว เพราะเลขไมล์สามารถปรับแก้ได้ ภายในรถหรือเบาะที่สึกมาก เก่ามาก แต่เลขไมล์น้อย คงจะไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ ทั้งนี้เลขไมล์รถสามารถปรับให้น้อยลงได้
2. อุปกรณ์ในห้องโดยสารต้องครบๆ เบาะไม่ขาด ถ้าขาด นั่นหมายถึงค่าทำเบาะใหม่ก็ไม่ต่ำกว่า 1000 บาท ถ้าฉีกขาดต้องเย็บใหม่
3. เลือกรถที่มีภายในแบบเดิมๆ ที่สุด การดัดแปลงใดๆ ก็ตาม หากมีปัญหา อาจจะสร้างความยุ่งยากในการซ่อม เพราะผิดไปจากมาตรฐานอะไหล่หายาก ช่างก็คิดเงินเพิ่ม ของก็หายาก ปวดหัว พาชีวิตเสียเวลาเปล่าๆ

สรุป

เลือกรถที่เบาะไม่ขาด อุปกรณ์ครบๆ ดูที่ปัดน้ำฝน ไฟแล้ว ยังใช้งานได้ไม่เสื่อมสภาพ อุปกรณ์ต่างๆ ถ้าหลวมหรือชำรุดแสดงว่าใช้งานหนัก ถ้าเลขไมล์น้อยแต่สภาพแย่ แสดงว่ากลับเลขไมล์แน่นอน

C. การดูห้องเครื่องยนต์ ดูใต้ห้องเครื่องยนต์

ก่อนอื่นต้องเตรียมไฟฉายติดตัวไปด้วย เพื่อจะได้สำรวจอย่างละเอียด เปิดฝากระโปรงแล้วดูห้องเครื่อง ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่า อะไรคืออะไร ดูแค่เพียงว่า อุปกรณ์ใดชำรุดหรือไม่สมบูรณ์บ้าง สิ่งสำคัญอย่าเพิ่งสตาร์ตรถ หากเครื่องยังร้อนอยู่การตรวจสอบอุปกรณ์บางอย่างจะไม่สามารถทำได้ เช่น หม้อน้ำ
1. แบตเตอรี่ ควรสอบถามเจ้าของรถ เปลี่ยนนานหรือยัง หากไม่รู้ก็เตรียมเสียเงินประมาณ 2000 บาท เมื่อมีอาการสตาร์ตไม่ติดเพราะแบตเตอรี่เสื่อม
2. ดูหม้อน้ำเปิดฝาออก แล้วดูว่าภายในขึ้นสนิม มีน้ำสีแดงๆ หรือไม่ ดูแล้วมีขี้ตะกรันและตันหรือไม่ ลองไล่ดูไปตามท่อทั้งหมดที่ต่อกับหม้อน้ำ ดูข้อต่อ คอท่อ มีจุดไหนที่รั่ว มีคราบขาวๆ หรือดูแล้วมีปัญหา ถ้าเป็นตามนั้นก็มีค่าซ่อมรออยู่แล้วเกิน 5000 บาท
3. ดูสายพานหน้าเครื่อง ดูแค่ว่ามีรอยแตกหรือไม่สภาพเป็นอย่างไรบ้าง สอบถามเจ้าของรถ เปลี่ยนสายพานทามมิ่งครั้งล่าสุดเมื่อไร นานหรือยัง หากไม่มีข้อมูลได้รถมาแล้ว ควรจัดการทันที สายทามมิ่งขาด อันตราย ส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ 5000 บาทขึ้นไป ต้องรื้อเยอะ มีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องซ่อมใหญ่สำหรับส่วนนี้ เตรียมงบไว้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทขึ้นไป สำหรับรถที่ไม่รู้ประวัติ จำเป็นต้องทำ
4. ดูสายไฟ เป็นระเบียบหรือไม่ มีการรื้อหรือดัดแปลงหรือไม่ อย่าเลือกรถแต่ง รถดัดแปลง เน้นเดิมๆ
5. ดูท่อยางต่างๆ ดูข้อต่อ มีอะไรชำรุด มีคราบของเหลวอะไรที่ข้อต่อหรือไม่
7. ดูเครื่องมีน้ำมันเยิ้มหรือไม่ เครื่องที่ดีต้องแห้ง
6. ดูอุปกรณ์ทั้งหมดในลักษณะการไล่จับผิด ค้นหาอุปกรณ์ที่ชำรุด เสีย หาย หรือผิดรูป มีน้ำยา น้ำมันเยิ้มออกมา มีกี่ชิ้นนั่นคือเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าซ่อม
7. ดูใต้ห้องเครื่อง เพื่อดูว่ามีน้ำมันหยด เยิ้มอะไรตรงไหนบ้าง นั่นคือส่วนที่จะต้องซ่อม ไล่ดูอย่างละเอียดตั้งแต่ล้อซ้าย จรดล้อขวา ดูข้อต่อต่างๆ มีปัญหามีคราบน้ำมัน หรือจาระบีหรือไม่ ยางฉีกขาด ลูกยาง ลูกหมาก ดูว่ามีอะไรเสียหาย ชำรุดบ้าง จดรายละเอียด มีกี่รายการนั่นคือเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าซ่อม

เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ควรศึกษาทำความข้าใจชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ให้รู้ว่า หม้อน้ำคือส่วนไหน สายพาน แบตเตอรี่ สายหัวเทียน ฯลฯ เวลาดูก็ไล่ไปทีละชิ้น

D. การดูใต้ท้องรถยนต์ ช่วงล่างรถยนต์

ช่วงล่างรถยนต์จะมีส่วนต่างๆ ที่จะต้องตรวจสอบเช่น
1. ยางรถยนต์ รถเล็กอย่างนี้ส่วนใหญ่จะใช้ยางขอบ 13 -15 อาจจะมีบางคันที่ใช้ล้อและยางใหญ่กว่านี้ ซึ่งควรหลีกเลี่ยง ควรใช้ล้อและยางขนาดมาตรฐานก็พอแล้ว หากผิดจากมาตรฐานจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น บางคนเห็นล้อและยางขอบ 16 หรือขอบ 17 นิ้ว สวยมาก เมื่อซื้อรถมาใช้งานและถึงเวลาต้องเปลี่ยน เครียดเลยคราวนี้ เพราะยางก็เส้นละหลายพันบาท 4 เส้น เกือบสองหมื่นบาท และรถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน ช่วงล่างทรุดโทรมเร็วกว่ารถมาตรฐาน กลายเป็นว่าต้องซื้อล้อและยางมาตรฐาน สูงสุดคืนสู่สามัญ เจอพวกล้อ 16-17 ยางแก้มเตี้ย หลบก่อนเลย หาข้อมูลราคายางก่อนจะซื้อรถ

ตัวอย่างยางสำหรับขอบล้อ 17 นิ้ว ราคา 5,000 รวม 4 เส้นก็ 20,000 บาท ขณะที่ยางสำหรับขอบ 13 นิ้ว อาจจะประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเส้นเท่านั้นเอง หรือขอบ 14 เส้นประมาณ 2,250 บาท

2. ดูผ้าเบรค ยังเหลือมากน้อยเพียงใด
3. ดูใต้ท้องรถมีรอยบุบ รอยยุบ รอยขีดข่วนหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะบอกได้ว่า รถคันนั้นเคยลงข้างทางหรือเกิดอุบัติเหตุหรือไม่
4. ดูท่อไอเสียทั้งเส้น มีผุหรือไม่ ต้องฟังเสียงหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ รายการต่างๆ ที่ว่ามาจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด
5. ดูโช้ค ตรวจสอบโดยการกดที่ตัวถังรถ เหนือล้อ โชคที่ดีต้องกระเด้งขึ้นมาแล้วหยุดทันที ไม่กระเด้งต่อ ทีเดียวหยุด หรือไม่ก็ตรวจสอบขณะทดสองขับรถ

E. สตาร์ตเครื่องและลองขับ

การสตาร์ตเครื่องเพื่อลองฟังเสียงเครื่องและลองขับก็จะรู้สภาพรถ
1. ฟังเสียงเครื่องเดินเรียบ ไม่มีเสียงอื่นแทรกซ้อน เสียงเครื่องไม่ดัง
2. ลองขับเข้าเกียร์เดินหน้า ถอยหลัง เข้าเกียร์ง่ายหรือไม่ รถเกียร์ธรรมดา ดูแลง่ายกว่าเกียร์ออโต้ ประหยัดน้ำมันกว่า
3. ขับรถเดินหน้าช้าๆ ผ่านทางขรุขระจับพวงมาลัยให้แน่นๆ กำให้แน่นๆ เพื่อดูว่าพวงมาลัยมีปัญหาอะไรหรือไม่ เช่น แร็คพวงมาลัย ลูกหมากหรือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีอาการสั่น กระตุก กระแทก กระเทือนที่พวงมาลัย ก็แสดงว่ามีรายการต้องซ่อมเกี่ยวกับพวงมาลัย
4. เปิดกระจกขณะขับช้าๆ ผ่านทางขรุขระ เพื่อฟังเสียงใต้ท้องรถ มีเสียงอะไรแปลกๆ หรือไม่ ถ้ามีเสียงก็หมายถึงพวกลูกหมากหรืออาจจะลูกปืนล้อ หรือโช้ค
5. ฟังเสียงท่อไอเสียมีเสียงอะไรแปลกๆ หรือท่อรั่วหรือไม่ หากรั่วก็มีรายจ่ายหลักพันรออยู่ โดยเฉพาะตรงข้อต่อ ท่อพักกลางคันและปลายท่อ
6. การเบรคมีเสียงดังหรือไม่ ถ้ามีเสียง ผ้าเบรคอาจจะหมดแล้ว จานเบรคบางหรือหนา ถ้าบางอาจจะต้องเปลี่ยน
7. ก่อนดับเครื่อง จับพวงมาลัยให้แน่นๆ เพื่อจะดูว่า เครื่องหรือรถมีอาการสะบัดให้สัมผัสได้หรือไม่ ถ้ามีก็เป็นไปได้ว่า ยางรองแท่นเครื่องน่าจะเสื่อมสภาพหรือฉีกขาด หากฉีกขาดให้สงสัยไว้ก่อนว่า อาจจะเกิดอุบัติเหตุ ชนหนัก ทำให้เครื่องยนต์มีการขยับตัวอย่างแรง จนทำให้ยางแท่นเครื่องฉีกขาด ในรถเก๋งอาจจะจับความรู้สึกยาก แต่หากเป็นรถกระบะเครื่องดีเซลล์นี่มองภาย นอกยังรู้เลย เพราะตัวรถสะบัดแรง เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลน้ำหนักมากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน

F. การดูระบบแอร์ของรถมือสอง

ระแอร์รถยนต์หากมีปัญหาก็มีค่าใช้จ่ายหลักพันถึงหมื่นรออยู่เช่นกัน จึงต้องตรวจสอบให้ดีว่า แอร์ไม่มีปัญหา
1. ควรหาโอกาสนั่งรถใหม่แล้วจำสัมผัสให้ได้ว่า แอร์เย็นประมาณไหน เมื่อลองเปิดแอร์ก็พอจะรู้ว่าแอร์เป็นอย่างไรบ้าง
2. ขณะดับเครื่องให้ฟังเสียงน้ำยาแอร์ตรงช่องเก็บของหน้าเบาะคนนั่งหน้าซ้ายมือ หากมีเสียงซี๊ดดดด ซ๊าดดดด แสดงว่าน้ำยาแอร์พร่องหรือคอม เพรสเซอร์แอร์อาจจะมีปัญหา หากแอร์ไม่เย็นเลย หรือไม่มีน้ำยาแอร์ อาจจะมีปัญหาทั้งคอยล์เย็นและคอมเพรสเซอร์มีปัญหา มีค่าใช้จ่ายหลักพันถึงหมื่นรออยู่ แต่ก็อาจตรวจสอบยาก หากเจ้าของรถเติมน้ำยาแอร์มาก่อนจะนัดดูรถ ค่าเติมน้ำยาแอร์ประมาณ 300 ก็หลอกคนซื้อให้เสียเงินหลักหมื่นได้

G. การดูระบบไฟฟ้าของรถมือสอง

ระบบไฟฟ้าจะมีส่วนต่างๆ ที่ต้องสำรวจดังนี้
1. แบตเตอรี่ ให้สอบถามเจ้าของรถว่าเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อใด หากไม่มีข้อมูล การเปลี่ยนลูกใหม่จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2000 กว่าบาท
2. เปิดไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แตรรถ ไฟหน้าปัทม์ ไฟเบรค ไฟในรถ วิทยุ ตรวจสอบให้ละเอียด แผงฟิวส์รถรุ่นนี้ อยู่ใต้พวงมาลัย

H. การดูเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์

การสำรวจเอกสารเกี่ยวกับรถให้สำรวจสิ่งต่างๆ ดังนี้
1. ดูรายชื่อผู้ครอบครองรถ ชื่อผู้ขาย บัตรประชาชนหมดอายุหรือไม่
2. ดูท้ายเล่ม ดูรายการเสียภาษี หรือข้อมูลอื่นๆ จะอยู่ด้านหลัง
3. หาข้อมูลการเสียภาษี พ.ร.บ. ประกันภัย ประจำปี มากน้อยเพียงใด

I. ดูบ้าน ฐานะ หน้าที่การงานของเจ้าของรถ

เจ้าของรถที่มีฐานะ การงาน การเงินดี ย่อมจะรักชีวิตตัวเองและพาหนะที่ใช้งาน เพราะจะต้องฝากชีวิตไว้กับรถ เมื่อจะต้องเดินทางไปไหนมาไหน ดังนั้นการดูแลใส่ใจจะทำได้อย่างเต็มที่มากกว่ารถวัยรุ่น มีที่จอดกันแดดกันฝน มีการบำรุงรักษา ดูแลดี ไม่ปรับแต่งผิดไปจากมาตรฐาน รถก็จะอยู่ในสภาพที่ดีกว่า

ขั้นตอนการซ่อมบำรุงเมื่อซื้อรถมาแล้ว

การซื้อรถมือสองในงบ 50,000 บาท หากโชคดีได้รถที่เจ้าของดูและดีก็จะสามารถใช้งานต่อได้ ไร้ปัญหา และอาจจะยังไม่มีค่าซ่อมแต่อย่างใด เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่หากไม่รู้ประวัติ ก็จะมีค่าซ่อมรออยู่ประมาณ 30,000-50,000 บาทขึ้นไป ซ่อมแล้วจบสามารถใช้กันยาวๆ ใกล้เคียงรถใหม่ ไม่ต้องกลัวเสียระหว่างทาง การลงทุนทั้งหมดประมาณ 100,000 แล้วได้รถดีๆ หนึ่งคันไว้ใช้งาน ถือว่าคุ้มมาก คันนี้ผู้เขียนซ่อมหมดไปประมาณ 40,000 บาท ก็สามารถใช้งานได้ดี ทั้งๆ ที่เลขไมล์ก็เกิน 440,000 กิโลเมตรไปแล้ว

A. ศึกษาหาข้อมูลการซ่อมรถยนต์มือสอง

การซ่อมรถมือสองจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูล ซ่อมไม่เป็น ก็จะเสียเงินมาก และอาจจะซ่อมไม่จบ ปกติก็มักจะถูกช่างหรืออู่ฟันค่าซ่อมค่าอะไหล่กันหัวแบะอยู่แล้ว ยิ่งขับเข้าอู่แบบโง่ๆ เข้าไปเสร็จทุกราย ดังนั้นต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนการซ่อมจะช่วยประหยัดเงินได้อย่างมาก อย่างค่าอะไหล่จะประหยัดกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว เพราะอู่จะบวกราคาอะไหล่เพิ่มประมาณ 2 เท่าตัว เช่น น้ำมัน เครื่องกระป๋องละ 90 บวกเพิ่ม 180 บาท วาล์วน้ำ 550 บาท บวกเพิ่ม 1000 บาท อะไหล่ยิ่งแพง ก็ยิ่งบวกหนัก

B. สำรวจราคาอะไหล่

การหาข้อมูลราคาอะไหล่นั้นไม่ยาก และจำเป็นต้องหาข้อมูลก่อน จะซื้อรถ ไม่ใช่ซื้อรถแล้วค่อยหาข้อมูล เพราะอะไหล่บางชิ้น บางรายการนั้นแพงมาก เช่น พวงมาลัยพาวเวอร์ของ Honda City 1300 cc ประมาณ 40,000 บาท หรือ Honda City รุ่น i-DSI เกียร์ออโต้เสียบ่อย ราคารวมๆ เกือบ 150,000 บาท หากไปจับรถที่มีปัญหาแบบนี้ ก็ตายกันพอดี

C. สอบถามราคาอะไหล่ ซื้ออะไหล่เอง

สำหรับราคาอะไหล่ ก็จะมีร้านในเน็ตที่สามารถหาข้อมูลได้ไม่ยาก ให้รวบ รวมข้อมูลไว้ก่อน หรือโทรศัพท์สอบถามร้านนี้ก็ได้ เป็นร้านใหญ่ อะไหล่ถูก หจก.ปัญจบวรอะไหล่ 036 231 771 โทรศัพท์ 036-231771-5 ส่งแฟกซ์ขอราคาอะไหล่ ได้ที่ 036-221470 หรือติดต่อสอบถามได้ทางเฟสบุ๊ค เวลาซ่อมให้ซ่อมใหญ่เป็นจุดๆ เช่น เครื่องยนต์ แล้วซื้ออะไหล่เองทั้งหมด อะไรที่ไม่เสีย ก็เอาไปคืน รับเงินเต็มจำนวน วิธีนี้จะประหยัดค่าอะไหล่

ในแต่ละจังหวัดจะมีร้านอะไหล่อยู่แล้ว แต่ร้านนี้ราคาถูกกว่าร้านในจังหวัดที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ ก็โทรศัพท์หรือแฟกซ์ขอราคาก็ได้ หากสั่งซื้อมีบริการจัดส่งหลายแบบ

D. การหาอู่นอกซ่อมเอง

ก่อนซ่อมก็ลองติดต่ออู่นอก ถูกกว่าซ่อมศูนย์ เน้นอู่ใกล้บ้าน สอบถามการซ่อม กรณีซื้ออะไหล่เองจะรับซ่อมหรือไม่ ซึ่งหลายร้านจะไม่เต็มใจนัก โดย เฉพาะอู่ใหญ่ เพราะได้เงินน้อยกว่า

E. การเลือกอู่ซ่อมรถยนต์มือสอง

สำหรับรถตลาดอย่าง Honda CIty การหาอู่ไม่ยาก ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ แต่การเลือกอู่ซ่อมให้เลือกอู่ที่เจ้าของทำคนเดียว เพราะค่าใช้จ่ายน้อย ก็จะไม่แพงเหมือนอู่ที่มีลูกน้องมาก เมื่อรายจ่ายมากก็จะคิดเงินกับลูกค้าแพง เพื่อเอาไปจ่ายให้ลูกน้อง

การคิดค่าซ่อมของศูนย์จะต่างกับอู่นอก ซึ่งจะคิดค่าแรงทุกจุดที่ต้องทำหรือต้องซ่อมจะคิดเงินแยกกัน ทำให้ค่าแรงแพง ยิ่งบวก Vat 7% เข้าไปด้วย ก็ยิ่งแพงมากขึ้น อย่าง Honda City เอาไปเปลี่ยนซุ้มบังโคลนล้อหน้าซ้ายขวา ก็คิดค่าแรงแยกกัน แต่ละล้อ และบวก Vat อีก 7% แต่หากเข้าอู่นอกโดยเฉพาะอู่ใหญ่ๆ ก็จะบวกเพิ่มราคาซุ้มบังโคลนแพงกว่าศูนย์ และคิดค่าแรงแยกเช่นกัน อาจจะแพงกว่าศูนย์

การซ่อมรถ Honda City หรือรุ่นอื่นๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าเครื่องยนต์พวกสายพานต่างๆ หากอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดสระบุรีมากนัก ก็อยากแนะนำสระบุรีประทีบ เพราะอยู่ใกล้ๆ กันกับร้านอะไหล่ปัญจบวรอะไหล่ ราคาก็ปกติทั่วไป แต่สะดวกที่อยู่ห่างร้านอะไหล่ไม่กี่เมตร สามารถเดินไปซื้ออะไหล่เองได้ แต่ต้องคุยเรื่องการซ่อมกับทางอู่เสียก่อน ร้านนี้คิดค่าแรงแยกตามจุดเหมือนศูนย์ แต่ที่แนะนำเพราะร้านอะไหล่อยู่ใกล้กัน หากชิ้นส่วนใดที่ขาดไป ซื้อไม่ครบ ก็เดินไปซื้อ หรือซื้อผิดรุ่น ก็เอาไปเปลี่ยนได้ทันที

การซ่อมแบบนี้เหมาะสำหรับการซ่อมใหญ่ เช่น เปลี่ยนสายพานทามมิ่ง ปั๊มน้ำ วาล์วน้ำ กรองน้ำมันเครื่อง ซีลข้อเหวี่ยง โอริง ยาง เบรค ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ช่วงล่าง จัดหนักทีเดียวให้หมดเลย ก็จะประหยัดเงินค่าอะไหล่ได้มากทีเดียว ไม่โดนบวกราคาเพิ่ม

F. จดบันทึกประวัติการซ่อมอย่างละเอียด

การซ่อมรถควรซ่อมใหญ่ จัดหนัก ซ่อมทั้งหมดทุกส่วนที่สำคัญในคราวเดียว จากนั้นก็ทำประวัติการซ่อม หาสมุดสักเล่มไว้จัดบันทึก คราวนี้หากรถมีปัญหาก็หาสาหตุได้ไม่ยาก และเวลาขายต่อก็ง่ายกว่าเช่นกัน เพราะรถมีประวัติ เล่นตัวได้ เพราะคงไม่มีใครอยากได้รถที่ไม่รู้ประวัติ โดยเฉพาะรถมือสอง

G. การตกแต่งรถยนต์ผิดจากมาตรฐาน

รถยนต์เก่า รถมือสองที่มีอายุร่วม 20 ปี อย่าใช้อะไหล่หรือตกแต่งผิดจากมาตรฐานเพราะหากมีปัญหาจะแก้ไขยาก เช่น แม็กลายพิเศษ หากเกิดขับไปชนฟุตบาต ล้อแตก กันชนพัง แล้วหาซื้อไม่ได้ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนล้อ เปลี่ยนยางทั้งคันเลยทีเดียว การใช้รถโดยเน้นอุปกรณ์มาตรฐาน เวลามีปัญหาซ่อมง่าย ช่างก็ไม่งอแง เพราะอะไหล่มาตรฐานหาง่ายกว่า รถมาตรฐานเดิมๆ ขายต่อก็ง่ายกว่ารถแต่งเช่นกัน

H. การขายต่อ ราคาขายต่อรถมือสอง

Honda City เป็นรถเล็ก ขายต่อง่าย เพราะประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดน้ำมัน หากมีประวัติการซ่อมด้วยแล้ว จากประสบการณ์ที่ขายรถมาหลายคัน ขายง่ายปล่อยง่ายมาก ลงประกาศไม่นานก็ขายได้ทันที

สรุป

Honda City รถมือสองขนาดเล็ก เป็นรถตลาด ยอดนิยม ในงบ 50,000 สามารถหาซื้อได้ แต่ส่วนใหญ่ซื้อมาแล้วก็ต้องซ่อมใหญ่อีกเท่าตัวหรือมากกว่านั้น เพื่อให้รถสมบูรณ์รองรับการใช้งานไปอีกหลายปี ก็ถือว่าคุ้มมาก เช่น ลงทุนทั้งหมดทั้งราคารถและค่าซ่อมจบที่ 100,000 ได้รถดีๆ ใกล้เคียงรถใหม่ ก็คุ้มมาก เพราะซื้อรถใหม่ 100,000 คงจะได้ไม่ถึงคัน และหากยังรักษาสภาพไว้ได้ดี เวลาขายต่อก็ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทขึ้นไป หรือแพงกว่านั้น ขาดทุนน้อยมาก

การใช้รถเก่า รถมือสอง จะต้องซื้อเพื่อการลงทุน อย่าไปมองว่าเป็นการซื้อเพื่อซ่อม แต่เพื่อลงทุนสร้างรถในแบบที่ตัวเองต้องการ อย่างงบ 150,000 หากจับรถรุ่นแรกเครื่อง 1300 cc หรือ 1500 cc ค่าตัวรถประมาณ 5-7 หมื่น เงินที่เหลือลุยซ่อม เปลี่ยนอะไหล่ใหม่ เครื่องยนต์อาจจะทำใหม่ทั้งหมด เพื่อทำรถให้มีสภาพสมบูรณ์มากที่สุด คราวนี้จะได้รถที่ดีมาก ใกล้เคียงรถใหม่

ประหยัดเงินหลักแสนบาทเมื่อเทียบกับรถป้ายแดง และเมื่อถึงเวลาต้องขาย รถสภาพดีๆ ก็จะขายได้ที่ 5 หมื่นบาทขึ้นไป ก็ขาดทุนไม่มาก ต้องคิดแบบนี้ แล้วจะใช้งานรถมือสองอย่างคุ้มค่า คุ้มเงิน แต่ทั้งนี้ หากต้องการความสบายใจ การเล่นรถเก่า ต้องมีอย่างน้อย 2 คัน เป็นเครื่องยนต์ดีเซลสักคัน เพราะรายนั้นทนของจริง เผื่อสำรอง



Related Post : บทความเกี่ยวข้องกัน

ซื้อและซ่อมรถยนต์มือสอง Honda City งบ 100,000 บ.... Honda City เป็นรถเล็ก ประหยัดน้ำมันและค่าบำรุงรักษา เป็นรถตลาด ยอดนิยม ซื้อง่ายขายคล่อง ในงบประมาณ 100,000 บวกหรือลบเล็กน้อย สามารถหาซื้อรถดีๆ ไว้ใช...
ซื้อและซ่อมรถยนต์มือสอง Honda City งบ 150,000 บ.... ในงบประมาณ 150,000 เป็นงบที่สามารถหาซื้อรถดีๆ ได้สบาย ในรถแทบจะทุกยี่ห้อ โดยเฉพาะรถเล็กอย่าง Honda City ซึ่งมีตัวเลือกหลายรุ่น หลายแบบ หากเน้นรุ่นเก...
832 832