ซื้อรถอีโคคาร์มือสอง จำเป็นจะต้องรู้อะไรบ้าง

ซื้อรถอีโคคาร์มือสอง เป็นทางเลือกที่ประหยัดและหารถสภาพดีได้ไม่ยาก เพราะรถประเภทนี้เพิ่งมีอายุไม่เกิน 9 ปี ซึ่งมีรถในท้องตลาดให้เลือกเยอะมาก สามารถหาซื้อรถที่ใช้งานไม่มากเลขไมล์น้อย ไม่เกินแสนได้สบายๆ แต่ก็มีหลายเรื่องที่จำเป็นต้องศึกษาอย่างมากโดยเฉพาะรถเกียร์ออโต้แบบ CVT เพราะนี่คือจุดอ่อนที่สำคัญของรถอีโคคาร์

ซื้อรถอีโคคาร์มือสองเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดเงินหลักแสนบาท บางคันอาจจะมีราคาประมาณ 2 ในสามของรถป้ายแดงหรือครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องศึกษหาความรู้เกี่ยวกับรถมือสองเหล่านี้ก่อน

ไม่เช่นนั้นอาจจะมีค่าซ่อมตามมามากกว่าการซื้อรถใหม่ทั้งคันเลยทีเดียว โดยเฉพาะเกียร์ออโต้ ซื้อรถ 200,000 บาท แต่อาจจะต้องเจอค่าซ่อมเกียร์และค่าซ่อมอื่นๆ เกิน 100,000 บาท เป็นต้น

ตัวอย่างเรื่องสำคัญต้องรู้ก่อน ซื้อรถอีโคคาร์มือสอง

ทำความรู้จักตัวเองก่อนซื้อรถอีโคคาร์มือสอง

สิ่งสำคัญก่อนจะซื้อรถมือสอง ไม่ว่าจะเป็นรถแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องทำความรู้จักตัวเองก่อน เช่น
1. ความสามารถในการซื้อรถและรับมือกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมา รถอีโคมือสองราคาเริ่มต้นประมาณเกือบสองแสนบาทขึ้นไป แต่มีรายจ่ายตามมาตลอดอายุการใช้งาน ค่าซ่อมบำรุง ภาษี พรบ ประกันภัย ค่าน้ำมัน ยังไม่พร้อมก็ไม่ควรซื้อ

2. ระยะทางที่ขับรถแต่ละวัน เพื่อจะได้ลองคำนวณค่าน้ำมันที่จะต้องใช้ และเลือกรุ่นที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด เท่าที่จะทำได้

3. จำนวนผู้โดยสาร รถเหล่านี้ไม่เหมาะสำหรับการบรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะกินน้ำมัน ควรเป็นครอบครัวเล็กๆ พ่อแม่และลูกที่ยังเล็ก คนโสด แต่ถ้าหากจะต้องมีผู้โดยสารเต็มคันบ่อยๆ ก็จะต้องเลือกเกียร์ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน ไม่ควรใช้เกียร์ออโต้ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหากับการขับรถขึ้นเขาหรือเร่งแซง กำลังเครื่องไม่พอ หรือต้องซื้อรถที่กำลังเครื่องยนต์มากกว่านี้

4. สถานที่ใช้รถ ในเมือง หรือต่างจังหวัด การใช้งานรถในเมืองควรใช้เกียร์ออโต้ ส่วนต่างจังหวัดรถไม่ติด รถเกียร์ธรรมดาจะประหยัดกว่าในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมา

5. สภาพภูมิประเทศที่ใช้งาน เรื่องนี้ก็สำคัญ หากพื้นที่เป็นเนิน สูงต่ำ ภูเขา ที่ลาดชัน รถเกียร์ออโต้ CVT ไม่เหมาะแน่นอน เพราะระบบเกียร์เปราะบางเกินไป จะไม่คุ้มค่าซ่อมเกียร์

6. วางแผนใช้งานนานเพียงใด หากวางแผนจะใช้งานในระยะเวลาสั้นๆ เกียร์ออโต้เป็นทางเลือกที่ดี ขายต่อง่ายกว่า แต่หากวางแผนใช้ระยะยาวเกียร์ธรรมดาเป็นทางเลือกที่ประหยัดและคุ้มค่ากว่า

 

ทำความรู้จักรถอีโคคาร์มือสองยี่ห้อและรุ่นต่างๆ

ตัวอย่างรถแฮชแบ็ค 5 ประตูยี่ห้อต่างๆ
1. Nissan March (มาร์ช) รถยนต์อีโคคาร์คันแรกจาก Nissan เปิดตัวเดือนมีนาคม เข้ากับชื่อรุุ่นของรถ ซึ่งมียอดขายถล่มทลายกันเลยทีเดียว

2. Honda Brio (บริโอ) เป็นรถยนต์อีโคคาร์ของ Honda ที่ออกตามมาเป็นค่ายที่สองหลังจากที่ปล่อยให้มาร์ชขายดีสักพัก

3. Mitsubishi Mirage (มิราจ) เป็นรถยนต์อีโคคาร์ของ Mitsubishi

4. Suzuki Swift (สวิฟท์) รถยนต์อีโคคาร์ของ Suzuki รุ่นนี้ได้รับความนิยมเช่นกัน ชายดี ช่วยฉุดยอดขายของค่ายนี้ให้เป็นที่นิยมขึ้นมาได้

5. Toyota Yaris (ยาริส) หลังจากที่ปล่อยให้คนอื่นทำตลาดอยู่นาน Toyota ก็เริ่มปล่อยรถอีโคคาร์ของตนเอง ในชื่อยารีส เป็นรถที่มีภายในกว้างกว่ารุ่นอื่น มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า

6. Suzuki Celero (เซเลริโอ) รถยนต์อีโคคาร์อีกรุ่นของ Suzuki ซึ่งมีราคาถูกที่สุด เครื่องยนต์เล็กที่สุด แต่สมรรถนะไม่ได้ห่างรุ่นอื่นมากนัก

7. Mazda2 SKYACTIV-G (มาสดา 2 สกายแอคทีพ จี) รถจากค่ายมาสด้า Mazda 2 รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันสูงสุดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น เป็นรุ่นที่หลายคนชื่นชอบ หน้าตาสวยงาม สมรรถนะ ช่วงล่างดี แต่เหมาะสำหรับคนโสด หรือครอบครัวเล็กๆ มากกว่า ภายในแคบ

8. Nissan Note (โน้ต) รถยนต์อีโคคาร์อีกรุ่นของ Nissan เป็นอีกหนึ่งทางเลือกคู่แข่ง Yaris เน้นภายในกว้าง

 

ตัวอย่างรถแฮชแบ็ค 5 ประตูยี่ห้อต่างๆ
1. Nissan Almera (อัลมีร่า) รถเก๋งซีดาน 4 ประตู คันใหญ่ นั่งสบาย จากค่าย Nissan ต่อยอดจาก March ที่ขายดี รุ่นนี้ได้รับความนิยมเช่นกัน

2. Honda Brio Amaze (บริโอ อาแมซ) หลังจากปล่อยให้ Nissan ทำตลาดอยู่ค่ายเดียวทาง Honda ก็ออก Amaze มาเป็นตัวเลือกรถอีโคคาร์แบบ 4 ประตูให้เลือกอีกค่าย

3. Mitsubishi Attrage (แอททราจ) Mitsubishi ก็ออกซีดาน 4 ประตูเช่นกัน ชื่อ Attrage

4. Suzuki Ciaz (เซี๊ยส) หลังจาก Swift ได้รับความนิยม ขายดี จองกันข้ามปี ทาง Suzuki ก็ได้ออก Ciaz รถเก๋งซีดาน 4 ประตูขนาดใหญ่มาก กว้างขวางนั่งสบาย ให้ภาพลักษณ์ที่ดูดี เหมือนรถขนาดกลาง แต่เครื่องยนต์เพียง 1250 CC

5. Mazda2 SKYACTIV-D (มาสดา 2 สกายแอคทีพ ดี) หลังจากปล่อยให้ทุกค่าย โกยเงินเข้ากระเป๋า ไปสักพักใหญ่ Mazda ก็ได้ฤกษ์ปล่อยรถอีโคคาร์ของตัวเองบ้าง แต่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 1500 CC ต่างจากเจ้าอื่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ช่วงล่างดี ขับสนุกสไตล์มาสด้า

 

ทำความรู้จักสภาพของรถอีโคคาร์มือสอง

รถอีโคคาร์เมื่อกลายเป็นรถมือสอง สภาพรถก็จะต่างไปจากรถใหม่ ไม่ได้สมบูรณ์เหมือนรถใหม่ ตัวอย่างข้อมูลในรถมือสองเหล่านี้ที่จำเป็นต้องรู้
1. รถอีโคคาร์มือสองมีให้เลือกตั้งแต่ราคาประมาณ 180,000 บาทขึ้นไป โดยจะเริ่มจากเกียร์ธรรมดา

2. รถอีโคคาร์มือสองเกียร์ธรรมดามีความทนทาน ไม่มีปัญหาเรื่องระบบเกียร์ ค่าใช้จ่ายในการดูแลต่ำ ใช้งานได้หลายแสนกิโลเมตร รถแบบนี้เหมาะสำหรับขาซิ่ง ขับเร็ว บรรทุกหนัก ผู้โดยสารมาก ควรเลือกเกียร์ธรรมดา

3. รถอีโคคาร์มือสองเกียร์ออโต้ค่าซ่อมที่ค่อนข้างสูง ประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์ธรรมดา แต่ในรถมือสองที่ไม่รู้สภาพเกียร์ มีโอกาสพังและมีค่าซ่อมรออยู่ประมาณ 20,000-30,000 บาทขึ้นไป ส่วนของใหม่ประมาณหลักแสนบาทในบางรุ่นอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น บางคันใช้ได้ไม่ถึงแสนกิโลเมตร เกียร์ก็พัง บางคันอาจจะเกินแสนกิโลเมตรหรือมากกว่านั้น รถแบบนี้ขับสบายแต่ต้องการการดูแลระบบเกียร์ที่ดีพอสมควร มีค่าใช้จ่ายสูงเพื่อแลกกับความสบาย

4. อัตราบริโภคน้ำมันลดลง เมื่อยังเป็นรถใหม่ป้ายแดงอาจจะมีอัตราบริโภคน้ำมัน 22 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับการขับทางไกล นอกเมือง รถไม่ติด แต่เมื่อเป็นมือสองอาจจะเหลือประมาณ 19-20 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนการขับในเมืองก็เช่นกัน รถใหม่อาจประหยัด13-15 กิโลเมตรต่อลิตร แต่เมื่อเป็นรถมือสองอาจจะเหลือประมาณ

5. รถอีโคคาร์มือสองมีตัวเลือกมาก และยังหารถสภาพดีเลขไมล์ไม่มาก ไม่เกินหนึ่งแสนกิโลเมตรหรือน้อยกว่านั้น ได้สบายๆ

6. หากไม่มีปัญหาเรื่องระบบเกียร์ ก็จะมีค่าซ่อมรออยู่พอสมควร หลักหมื่นบาท เพื่อซ่อมใหญ่ให้รถมีสภาพสมบูรณ์เหมือนรถใหม่ ทั้งนี้ก็สามารถเลือกรถที่มีประวัติการซ่อมได้ไม่ยาก เพื่อลดภาระค่าซ่อม เพราะหลายคนก็ผ่อนนานเกิน 5 ปี

7. เน้นรถสภาพเดิมๆ ไม่แต่ง ไม่ทำช่วงล่าง จะมีโอกาสได้รถดีมากกว่ารถแต่ง รถวัยรุ่นควรมองข้ามไปก่อน เพื่อนมากมีโอกาสบรรทุกหนัก ช่วงล่างแย่ เกียร์อาจมีปัญหา

8. รถสภาพดี ดูได้จากเจ้าของ ฐานะ การงาน บ้าน ที่จอดรถ การดูแลรักษา รถต่างจังหวัดดีกว่ารถในเมือง เพราะรถไม่ติดใช้งานแบบสบายๆ โอกาสเกียร์มีปัญหาจะน้อยกว่า รถในเมือง

9. รถอีโคคาร์ออกมานานหลายปี จึงไม่น่าห่วงเรื่องอะไหล่และอู่นอก กรณีมีปัญหาเรื่องการซ่อม แต่ควรสำรวจศูนย์และอู่ซ่อมใกล้บ้านก่อนซื้อรถ โดยเน้นรถที่ซื้อง่าย ขายคล่อง อะไหล่หาง่าย ไว้ก่อน

10. รถอีโคคาร์มือสองอาจจะมีค่าซ่อมรออยู่ แต่ก็สามารถประหยัดได้โดยการซื้ออะไหล่เองแล้วหาอู่ซ่อมข้างนอก เพื่อประหยัดค่าซ่อมวิธีนี้ค่าซ่อมก็จะถูกมากที่สุด

11. สำหรับรถอีโคคาร์มือสองเกียร์ธรรมดาจะมีความทนทาน หากดูแลบำรุงรักษาตามระยะทาง ก็มั่นใจได้เลยว่า เกิน 400,000กิโลเมตรสบายๆ

12. สำหรับรถอีโคคาร์มือสองเกียร์ออโต้ CVT ต้องดูแลระบบเกียร์ให้ดี ใช้เกียร์ให้ถูกต้องก็จะสามารถใช้งานได้นานเช่นกัน บางคันเกิน240,000 ยังไม่มีปัญหาอะไร แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลค่อนข้างสูง เพราะต้องถ่ายน้ำมันเกียร์บ่อยๆ ราคาน้ำมันเกียร์เกือบ 2,000 บาท

รายจ่ายเกี่ยวกับรถอีโคคาร์มือสอง

รถอีโคคาร์เมื่อกลายมาเป็นรถมือสอง ผ่านการใช้งานมานาน ย่อมสึกหรอและมีค่าใช้จ่ายต่างๆ รออยู่เช่น
1. รายจ่ายค่าตัวรถ
รถอีโคคาร์มือสอง รุ่นแรกๆ อย่าง Nissan March ปีผลิตประมาณ 2011 เป็นต้นมา จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 170,000 บาทขึ้นไปเริ่มจากรุ่นเกียร์ธรรมดา และแพงขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนปี

2. ค่าซ่อมบำรุงครั้งแรก
เมื่อได้รถมาครั้งแรก จะมีค่าซ่อมบำรุงรออยู่หลักหมื่น แต่รถเหล่านี้อายุใช้งานยังไม่ถึง 10 ปี ยังสามารถหาซื้อรถสภาพดี ใช้งานน้อยค่าซ่อมไม่มากนักได้สบายๆ ค่าซ่อมสำหรับเกียร์ธรรมดาไม่เกิน 30,000 บาท ส่วนเกียร์ออโต้ ประมาณ 40,000-60,000 บาท

การซ่อมในความหมายของผู้เขียนจะเน้นซ่อมทีเดียวทั้งหมดเลย ซ่อมทุกจุดอย่างละเอียด เพื่อให้รถอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ใกล้เคียงรถใหม่แล้วเริ่มทำประวัติใหม่ จะไม่ขับไปซ่อมไป เพราะมีโอกาสสร้างปัญหากวนใจ ดังนั้นจึงประมาณค่าซ่อมไว้ค่อนข้างสูง

การใช้รถมือสองถ้าไม่ซ่อมแบบนี้ อาจจะสร้างปัญหาให้ปวดหัว เดี๋ยวเสียตรงนั้นตรงนี้ เสียเวลา เข้าอู่หลายรอบ หากได้รถสภาพดีอาจจะไม่ต้องทำอะไรเลย ยกเว้นเกียร์ออโต้ที่ต้องเตรียมเงิน 20,000-30,000 บาท สำหรับค่าซ่อม

3. ค่าน้ำมัน
รายจ่ายค่าน้ำมัน สามารถคิดคำนวณได้ไม่ยาก โดยเมื่อเป็นรถมือสอง รถจะกินน้ำมันมากขึ้น จากป้ายแดงขับต่างจังหวัดได้ 22 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อเป็นมือสองก็อาจจะเหลือ 20 กิโลเมตรต่อลิตร หรือในเมืองเคยได้ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร ก็อาจจะเหลือเพียง  11-12 กิโลเมตรต่อลิตร คราวนี้ก็ลองคำนวณกับระยะทางไปกลับบ้านที่ทำงาน มากน้อยเพียงใด ก็พอจะคำนวณค่าน้ำมันได้ไม่ยาก

ตัวอย่างการคำนวณค่าน้ำมัน
– สมมุติว่า น้ำมันลิตรละ 26 บาท
– รถขับในเมืองได้ 13 กิโลเมตรต่อลิตร
– ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันจะอยู่ที่ 26 หาร 13 = 2 บาท ต่อกิโลเมตร
– ถ้าขับรถวันละ 20 กิโลเมตร ก็จะมีค่าน้ำมันวันละ 20 x 2 = 40 บาท
– ทำงาน 22 วันในหนึ่งเดือน รวมค่าน้ำมัน 22 x 40 = 880 บาท แต่เวลาเติมจริงๆ ก็เติมเดือนละ 1,000 บาท

สรุปค่าน้ำมันประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว หยุดเสาร์อาทิตย์ ขับรถเที่ยวกระจาย อาจจะเกิน 4,000 บาทด้วยซ้ำไป หากไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆ

4. ภาษี ประกันภัย พรบ
รายจ่ายส่วนนี้จะต้องจ่ายทุกปี รวมแล้วก็หมื่นกว่าบาท สำหรับรถรุ่นนี้ยกเว้นจะทำประกันชั้น 3 ก็ไม่เกิน 4,000 บาทต่อปี

5. ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทาง
ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ กรองอากาศ กรองน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนยาง รายจ่ายเหล่านี้รถแต่ละรุ่นจะมีตารางค่าซ่อมบำรุงไว้แล้ว ก็ปฏิบัติไปตามคู่มือการซ่อมบำรุง

โดยรถอีโคคาร์เกียร์ออโต้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะจะมีค่าเปลี่ยนน้ำมันเกียร์เกือบ 2000 บาท หลายคนแนะนำให้เปลี่ยนให้บ่อย มาตรฐานจะเปลี่ยนที่ 40,000 กิโลเมตร แต่บางคนแนะนำให้เร็วกว่านั้นที่ 20,000 กิโลเมตร และบางคนเร็วกว่านั้นก็คือ เปลี่ยนพร้อมกับการถ่ายน้ำมันเครื่องที่ 10,000 กิโลเมตร

ตัวอย่างค่าซ่อมบำรุง Nisan March
https://www.nissan.co.th/owners/maintenance-costs/march.html#

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หากวางแผนจะใช้งานรถให้นานๆ จะต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่าปกติ เช่น ทางศูนย์กำหนดไว้ที่ 10,000 ก็อาจจะเปลี่ยนที่ 6,000-7,000 กิโลเมตร หรือทุกครั้งที่ใช้งานหนัก เดินทางไกล ส่วนน้ำมันเกียร์ก็อาจจะเปลี่ยนที่ 20,000 กิโลเมตรหรือทุกครั้งที่ใช้งานหนัก เดินทางไกล เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็ว ในห้องเกียร์ออโต้ CVT จะมีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่จะมาจากน้ำมันสกปรก มีเศษโลหะ ผงครัชทำให้เกิดปัญหากับชิ้นส่วนภายใน และเกียร์พังในที่สุด

6. รายจ่่ายอื่นๆ
รถยังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา เช่น การปรับแต่งรถ ล้างรถ ค่าจอดรถ อุบัติเหตุ ฯลฯ

ความคุ้มค่าระยะยาวกับรถอีโคคาร์มือสอง

1. ความประหยัดเรื่องเงินเมื่อเทียบกับซื้อรถใหม่
ปกติการซื้อรถมือสองจะประหยัดกว่าการซื้อรถใหม่ป้ายแดงหลักแสน แต่กับรถอีโคคาร์มือสองเกียร์ออโต้ CVT อาจจะเป็นข้อยกเว้นเพราะปัญหาสำคัญก็คือเกียร์เปราะไม่ทน อะไหล่ซับซ้อน แถมค่าซ่อมแพง และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเสียเมื่อไร บางคันไม่ถึงแสนกิโลเมตร

บางคันได้เพียง 1 แสนกว่ากิโลเมตร บางคันใช้งานได้นานกว่านั้น การซ่อมเกียร์ออโต้ CVT แต่ละครั้งเป็นเงินประมาณ 20,000 -30,000 บาท ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเกียร์จะมีปัญหาเมื่อไร ทั้งๆ ที่บางคนดูแลอย่างดีมาก

เกียร์ตัวนี้ประหยัดน้ำมัน แต่ไม่ประหยัดค่าซ่อม ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว มันไม่คุ้มเสียเลย ซื้อรถที่เครื่องยนต์ใหญ่กว่านี้ ไม่ต้องประหยัดน้ำมัน ใช้เกียร์ที่ทนกว่านี้แล้วติดแก๊ส ยังจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเสียอีก นี่เฉพาะค่าซ่อมเกียร์ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างการซ่อมบำรุงตามระยะทาง การเปลี่ยนอะไหล่สิ้นเปลือง แบตเตอรี่ ยาง ของเหลวต่างๆ

2. ใช้รถระยะยาวมีโอกาสประหยัดเงินหลักแสน
สำหรับผู้ที่ใช้รถอีโคคาร์เกียร์ธรรมดา ก็จะคุ้มค่าอย่างแน่นอน ค่าซ่อมบำรุงต่ำ ไม่มีปัญหาเรื่องเกียร์ รองรับสบายๆ เกิน 300,000 กิโลเมตร ไม่มีปัญหาเรื่องซ่อมแพงๆ หลักหมื่นแน่นอน แต่รถเกียร์ออโต้ หากว่าโชคดี ได้รถไม่มีปัญหา ก็ถือว่าคุ้ม เพียงแต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเกียร์มากพอสมควร หากเปลี่ยนน้ำมันเกียร์บ่อย เช่น
– เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 10,000 กิโลเมตร ครั้งละประมาณ 2000 บาท รวมระยะทาง 100,000 กิโลเมตร ก็จะต้องจ่ายค่าน้ำมันเกียร์ 20,000 บาทแล้ว พอๆ กับค่าซ่อมเกียร์ แล้วถ้าเกิดเกียร์มีปัญหาเสียตอนประมาณ 150,000 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าน้ำมันเกียร์รวมประมาณ 30,000 บาท รวมค่าซ่อมเกียร์อีกประมาณ 20,000 – 30,000 บาท

ใน 150,000 กิโลเมตร จะมีค่าใช้จ่ายกับความสะดวกสบายกับการใช้เกียร์ออโต้มากเกิน 50,000 บาท ในขณะที่เกียร์ธรรมดานั้น มีค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ไม่กี่ร้อยบาท

ปัญหาน่าเป็นห่วงในรถอีโคคาร์มือสอง

สำหรับรถอีโคคาร์มือสอง อายุก็ยังไม่มาก สามารถหารถดีได้ แต่ก็จะมีปัญหาน่ากลัวก็ในรุ่นเกียร์ออโต้ CVT ที่ต้องวัดดวงพอสมควร โดยเฉพาะกับรถมือสอง เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของเก่าขับแบบใด ดูแลดีหรือไม่ บางทีจะมาเสียเอาที่เจ้าของใหม่ ก็เตรียมเสียเงินหลักหมื่น อย่างไรก็เสียอยู่แล้ว ไม่มีทางหลีกเลี่ยงเลย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ส่วนปัญหาอื่นๆ อาจจะมีแต่ก็น้อยมาก เพราะรถยังใหม่อยู่ ยังหารถสภาพดีได้ ยังเลือกได้ จึงมีโอกาสหลีกเลี่ยงรถที่มีปัญหา มากไปกว่านี้ แต่เรื่องเกียร์ออโต้ยากในการตรวจสอบ

รถอีโคคาร์มือสองเป็นรถที่น่าใช้ เพียงแต่ต้องศึกษาหาข้อมูล ทำความรู้จักรถให้ดีเสียก่อน สำหรับผู้ที่ไม่อยากปวดหัวกับปัญหาที่จะตามมา การเลือกรถเกียร์ธรรมดานั้นดีที่สุด ในระยะยาวแล้วประหยัดค่าซ่อมบำรุง ทนทาน ส่วนเกียร์ออโต้ CVT ให้ความประหยัดน้ำมันมากกว่าเกียร์ธรรมดา แต่ต้องการการดูแลอย่างดี ต้องใช้เกียร์ให้ถูกต้อง ก็อาจจะใช้งานได้นาน อย่างรายนี้ เลขไมล์ 246,720กิโลเมตร ก็ยังไม่มีปัญหา แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องการดูแลนั้น ไม่ต้องพูดหลัก หลักหมื่นเช่นกัน ในขณะที่เลขไมล์ประมาณนี้ เกียร์ธรรมดาอาจจะมีค่าใช้จ่ายแค่หลักพันหรือหลักร้อยเท่านั้น

 

จากการศึกษาวิดีโอเกี่ยวกับการซ่อมเกียร์ออโต้ CVT ปัญหาหลักๆ ก็จะมาจากความสกปรกของน้ำมันเกียร์ ทำให้เกิดปัญหาตามมาเพราะในระบบเกียร์จะมีการสึกหรอ มีเศษโลหะ เศษผงเกิดขึ้น และไปสร้างความเสียหายให้ชิ้นส่วนภายในห้องเกียร์ เพราะชิ้นส่วนบางอย่างก็บอบบางมาก ดังนั้นหากดูแลน้ำมันเกียร์ดีๆ ใช้เกียร์ให้ถูกวิธีน่าจะใช้งานได้อีกนาน ไม่น่าจะต้องกังวลกับเรื่องการซ่อมเกียร์ออโต้มากเกินไปนัก

510 510