ตัวอย่างคำแนะนำวิธีซื้อรถมือสอง ที่จะต้องทำความเข้าใจ

คำแนะนำวิธีซื้อรถมือสอง มักจะมีหลายความคิดเห็น เมื่อสอบถามจากคนรอบตัว ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถสักคัน ซึ่งก็มีทั้งคำแนะนำในด้านที่ดี และไม่ดีที่ควรมองข้าม หรือต้องรู้ให้เท่าทัน เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ก็ตัวเราเองเท่านั้นที่เป็นฝ่ายเสียเงินหลักแสนบาทไปกับรถ

สำหรับคนที่ไม่เคยซื้อรถยนต์มาก่อน เมื่อคิดจะซื้อรถยนต์สักคัน ก็มักจะสอบถามคนรอบตัว หรืออาจจะสอบถามจากในเน็ต ในเว็บไซต์ในกลุ่มเฟสบุ๊ค และนี่ก็คือตัวอย่างคำแนะนำที่อาจจะพบเจอ ซึ่งแต่ละคนก็จะแสดงความเห็นตามความรู้และประสบการณ์ของตนเอง บางคนก็เคยใช้รถมาก่อน มีประสบการณ์ตรง บางคนยังไม่เคยใช้รถแต่ชอบรถแบบไหน ก็จะเชียร์แบบนั้น

ตัวอย่างคำแนะนำแบบต่างๆ

อยากได้รถเกียร์ธรรมดา แต่มีคนแนะนำให้ใช้เกียร์ออโต้

บางคนอยู่ต่างจังหวัด หรือมีความชอบรถเกียร์ธรรมดา มากกว่าเกียร์ออโต้ ก็ต้องทำความเข้าใจกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตามมากับค่าซ่อมบำรุงเกียร์ออโต้ โดยเฉพาะเกียร์แบบ CVT ในรถมือสองรุ่นใหม่ เพราะมีค่าซ่อมบำรุงรักษาสูงกว่า เกียร์ธรรมดา ซึ่งมีความทนทานกว่ามาก

หากเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์บ้าง ขอย้ำว่า เปลี่ยนบ้าง เกียร์ก็จะมีความทนทานมาก แต่หากเปลี่ยนตามระยะเวลา เกียร์จะมีความทนทานอย่างมาก ขับรถไปหลายแสนกิโลเมตรได้สบายๆ แต่เกียร์ออโต้ บางรุ่น แค่หลักหมื่นกิโลเมตรก็มีค่าซ่อมรออยู่หลักหมื่นบาทหลักแสนบาทแล้ว

นอกจากนี้การใช้เกียร์ธรรมดา ก็ต้องรู้ว่าเมื่อใดที่เกียร์จะมีปัญหา เช่น การขับลุยน้ำ แล้วน้ำเข้าไปในเกียร์ หรือครัชลื่นจะได้รีบหาทางแก้ไขก่อนจะมีปัญหามากกว่านั้น แต่เกียร์ธรรมดาไม่ซับซ้อน ซ่อมง่าย

แนะนำเกียร์ออโต้ เพราะรถเกียร์ธรรมดาขายต่อยาก ขับไม่สบาย

นี่คืออีกคำแนะนำที่เรามักจะเจอบ่อยๆ เกียร์ธรรมดา ประหยัด ทนทาน แต่ขับไม่สบาย หากใช้ในเมืองรถติด และเวลาขายต่อ ราคาตกมากกว่าเกียร์ออโต้ ทั้งยังขายยากกว่า ซึ่งก็ไม่เสมอไป ให้ติดตามดูการลงประกาศขายรถเกียร์ธรรมดาของยี่ห้อนั้นๆ เพื่อดูว่า ต้องใช้เวลาในการขายนานเพียงใด บางรุ่นคนที่มีความต้องการรถเกียร์ธรรมดา อาจจะมีน้อยมาก แต่บางทีก็เล่นตัวได้ ตั้งราคาสูงได้ เพราะเป็นรถหายาก

นอกจากนี้ก็ต้องดูที่ตัวเราเองด้วย จะสามารถขับรถได้อีกนานเพียงใด เพราะบางคนจะมีปัญหาเมื่อมีอายุมาก ร่างกายไม่ดี ไม่มีแรงเหยียบครัช เรื่องแบบนี้แก้ไขได้ไม่ยากด้วย การออกกำลังกาย หรือรักษาอาการบาดเจ็บ อย่างบางคนเป็นกระดูกทับเส้นทำให้มีปัญหาในการขับรถเกียร์ธรรมดา

หากคิดว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขับรถเกียร์ธรรมดาอย่างแน่นอน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องขายต่อ เพราะรถยนต์นั้น แม้จะเป็นรถมือสอง แต่เมื่อได้รถมาแล้ว ให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เร็วกว่ากำหนด รับรองได้ว่า เครื่องยนต์มีความทนทานอย่างมาก

เครื่องยนต์เบนซินสามารถใช้งานได้เกิน 500,000 กิโลเมตร สบายๆ ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล อาจจะทะลุล้านกิโลเมตร ในขณะที่แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องการดูแลเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ หรือซ่อมเกียร์บ่อยๆ เหมือนเกียร์ออโตอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเกียร์ CVT ดังนั้นก็ใช้ให้พังไปข้างกันเลย แต่ต้องเลือกรถที่ประหยัดน้ำมัน ไม่เช่นนั้นก็จะใช้งานได้ไม่นาน

ส่วนเรื่องการขายต่อนั้น แม้จะเป็นรถเกียร์ธรรมดา ก็ขายต่อไม่ยากอย่างที่คิด เพราะรถที่จะขายง่าย นั้นมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายอย่างไม่ใช่เกียร์อย่างเดียว เช่น ยี่ห้อยอดนิยม เป็นรถตลาด อะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์เล็ก ประหยัดน้ำมัน ทนทาน ไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิก ศูนย์บริการหาได้ง่าย เป็นรถเดิมๆ มาตรฐานจากโรงงาน รถแบบนี้ ขายง่าย แม้จะเป็นเกียร์ธรรมดา กรณีนี้ก็ต้องพิจารณาคนแนะนำด้วยว่า เคยใช้รถ เคยขายรถไปแล้วกี่คัน หรืออาศัยอ่านจากหนังสือ หรือดูใน YouTube หรือฟังคนอื่่นมา มีประสบการณ์ตรงหรือไม่

แนะนำรถใหญ่กว่าในราคาเท่ากัน

บางคนอยากได้รถเล็กๆ เช่น Honda Amaze ราคาประมาณ 300,000 บาท เครื่องยนต์ 1,200 cc. แต่มีคนแนะนำให้ซื้อรถใหญ่กว่านี้ อาจจะเป็น Honda Civic เครื่องยนต์ 1700 cc หรือ เครื่องยนต์ 1500 cc ขึ้นไป หรือบางคนก็แนะนำ Honda Accord หรือรถใหญ่ที่มีคุณสมบัติดีกว่า กรณีนี้ก็ต้องพิจารณาหลายด้านก่อนจะฟังคำแนะนำ เพราะอาจผิดพลาดได้ เช่น
1. รถยนต์เครื่องใหญ่กว่า กินน้ำมันมากกว่า ค่าใช้จ่าย การซ่อมบำรุงสูงกว่า และได้รถปีเก่ากว่า อายุมากกว่า ในราคาเท่ากัน อย่างงบ 300,000 บาท อาจจะได้รถเล็กๆ อย่าง อีโคคาร์ อายุประมาณ 4-5 ปี ซึ่งถือว่ายังมีสภาพสมบูรณ์ เพราะบางคันขับไปไม่กี่หมื่นกิโลเมตรเท่านั้น แต่รถใหญ่อย่าง Honda Accord, Toyota Camry อาจจะมีอายุ 7-8 ปี เลขไมล์หลักแสนกิโลเมตรแล้ว ย่อมจะมีค่าซ่อมบำรุงรออยู่หลักหมื่นบาทหรือหลักแสนบาทสำหรับรถเกียร์ออโต้ ดังนั้นก็ต้องคิดถึงตรงนี้ให้ดี คนใช้รถใหญ่มักจะทำงานในตำแหน่งที่มีค่าน้ำมันฟรี เงินเดือนสูงจึงไม่เดือดร้อน ขี้ตามช้าง ไม่ดูตัวเอง เจ็บตัวแน่นอน

2. รถใหญ่ ขายต่อยาก และหากรายได้ไม่มากพอ จะมีปัญหากับค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะหากเล่นรถที่ตลาดไม่นิยมด้วยแล้ว อาจจะเจ็บตัวและสร้างปัญหาให้อย่างแน่นอน เพราะราคาขายต่อตกแรง บางคันราคาซื้อขายในท้องตลาดอยู่ที่ 700,000 บาท แต่เต็นท์รถมือสองรับซื้อประมาณ 400,000 บาทเท่านั้น เจ็บตัวสุดๆ

3. ราคาขายต่อรถเล็ก ในแต่ละปีที่ผานไป ราคาจะไม่ตกมากนัก ขายต่อง่ายกว่ารถใหญ่ เพราะรถเล็กประหยัด กลุ่มคนที่ต้องการมีมากกว่า คนต้องการรถใหญ่

4. บางคนอาจจะบอกว่ารถใหญ่ ขับดีกว่า ปลอดภัยกว่า เรื่องนี้ก็อยู่ที่ความระมัดระวังและต้องรู้ว่าจะใช้รถแบบไหน ถ้าชอบขับเร็ว ก็ต้องกล้าลงทุนปรับแต่งช่วงล่าง เปลี่ยนโช้ค ยางคุณภาพดี ช่างล่างก็ดีขึ้นมาทันที ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น ก็ต้องระมัดระวัง อย่าขับจี้ หรือเกาะติดกับรถที่ใช้ความเร็วสูง เพื่อนผู้เขียนขับรถเร็ว และชนทุกปี ไม่ว่าจะขับรถอะไรก็ตาม เพราะชอบขับเร็วและขี้ท้ายคันหน้า เวลาเบรคก็จะเอาไม่อยู่ อย่างรถท้ายสั้นด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวัง อย่าให้รถใหญ่มาจี้ท้าย หลบให้ไปก่อน หรือขับหนีไปอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยเพราะหากถูกชน มีโอกาสหนักถึงขั้นต้องตัดครึ่งคันเลยทีเดียว

แนะนำรถที่ตลาดไม่นิยมแต่มีราคาถูกหรือคุณสมบัติดีกว่า

หากมีคนแนะนำรถที่ตลาดไม่นิยม แม้จะเป็นรถยี่ห้อดี เบนซ์ BMW หรือยี่ห้อดัง ซึ่งมีราคาถูก เมื่อเป็นรถมือสอง เรื่องนี้ก็ต้องระวัง รถยี่ห้อดัง อาจจะมีคุณสมบัติต่างๆ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อุปกรณ์อีเล็คทรอนิค เยอะแยะไปหมด ซึ่งเมื่อกลายเป็นรถมือสอง อุปกรณ์เหล่านี้ ก็มักจะเริ่มเสื่อมสภาพ ได้เวลาซ่อม ดังนั้นค่าซ่อมหลักแสนรออยู่แน่นอน

การเล่นรถมือสองให้สบายใจ ไม่ต้องกังวล ต้องเลือกรถยี่้ห้อยอดนิยม รถเล็ก อะไหล่หาง่าย ศูนย์หาง่าย ไม่เช่นนั้นเวลามีปัญหา อาจจะไม่มีรถใช้เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ทำให้่เสียเวลา เสียการ เสียงาน เรื่องนี้ก็ต้องคิดให้รอบคอบ รอบด้าน เพราะรถบางยี่ห้อนั้น เหมาะเป็นรถคันที่สอง ไม่ใช่คันแรก รถคันแรก ต้องประหยัด ทนทาน ดูแลง่าย

บางคนแนะนำให้เล่นรถใหม่ไปเลย

บางคนก็แนะนำให้ซื้อรถใหม่ไปเลย เพราะตั้งงบไว้หลายแสน ซึ่งเพิ่มเงินอีกหน่อยหรือดาวน์รถใหม่ได้เลย เรื่องนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกับรถกันก่อน สมมุติว่ามีงบประมาณ 350,000 บาท และต้องการรถ Eco Car สักคัน
1. รถอีโคคาร์มือสองราคาประมาณนี้ จะเป็นรถอายุประมาณ 4-6 ปี ซึ่งสามารถหารถที่มีสภาพดีใช้งานแค่หลักหมื่นกิโลเมตร ถือว่าคุ้มมาก เพราะเลขไมล์แค่นี้ ยังใช้งานได้อีกหลายแสนกิโลเมตร ในขณะที่ประหยัดเงินหลักแสนบาท บางคันป้านแดงราคา 6 แสนกว่ากบาท แต่รถ 4-6 ปี ราคาประมาณ 3 แสนกว่าบาท ในขณะที่เลขไมล์ ยังไม่ถึง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งประหยัดเงินหลักแสนบาท หากได้รถดี ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เมื่อได้รถมาแล้ว ก็ดูแลซ่อมบำรุงให้ดี ตามคู่มือ รถก็จะใช้งานได้อีกนาน ไม่มีปัญหา ยกเว้นเกียร์ออโต้แบบ CVT ต้องพิจาณาให้ดี ศึกษาให้รอบคอบ เพราะหากเกียร์มีปัญหา ค่าซ่อมก็หลักแสนเหมือนกัน

2. การซื้อรถใหม่ก็ต้องดาวน์ ซึ่งมีค่าผ่อน ดอกเบี้ย และราคารถรวมอีกหลายแสนบาท อาจจะไม่คุ้ม หากเน้นใช้งานทั่วไป ขับไปทำงาน ระยะทางไม่ไกล ออกต่างจังหวัดบ้าง รถอายุ 4-6 ปี ยังมีสภาพดีมาก ไปได้ทุกที่ ขนาดมอเตอร์ไซค์เก่า บางคนก็ยังขับตะลอนไปทั่วประเทศก็มี ต้องเข้าใจเรื่องการซ่อม อะไหล่ของรถยนต์เมื่อเปลี่ยนของใหม่ รถก็จะกลับไปสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่รถมือสองเจ้าของรถไม่น้อยซ่อมไม่เป็น เรื่องนี้คนที่ไม่เคยใช้รถเก่าที่ผ่านการซ่อมบำรุงอย่างดี จะไม่มีวันเข้าใจ ก็จะเอาแต่คิดว่า รถใหม่ดีที่สุด ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก รถใหม่บางคันออกจากศูนย์ได้ไม่กี่วันก็พังแล้ว

ดังนั้นก็ต้องศึกษาในเรืองนี้ให้เข้าใจเสียก่อน บางคนเน้นใช้รถใหม่ป้ายแดง และเปลี่ยนรถที่ 5 ปี แต่ไม่เคยใช้รถให้พังไปข้าง หรือใช้ไปจนกว่าจะพัง โดยซ่อมบำรุงตามระยะทาง ที่กำหนดไว้ในคู่มือ บางคนใช้รถในลักษณะนี้เกือบ 30 ปีแล้ว แต่รถยังอยู่ในสภาพดี ใช้งานได้ปกติ ซึ่งค่าซ่อมบำรุงโดยรวมนั้นน้อยกว่าการเปลี่ยนรถใหม่ป้ายแดง เพราะค่าซ่อมในอายุขัยของรถหนึ่งคัน ไม่เกิน 2 – 3 แสนบาทแน่นอน (ส่วนใหญ่จะน้อยกว่านี้หากไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ) หากซ่อมให้อยู่ใสภาพเดิม มาตรฐานจากโรงงาน

ในขณะที่การเปลี่ยนรถบ่อยๆ ทุก 5 ปี ก็มักจะขาดทุนหลายแสนบาท อย่างรถใหม่ป้ายแดงราคา 1 ล้านบาท ผ่านไป 5 ปี ราคาจะเหลือประมาณ 7 แสนบาทหรือน้อยกว่านั้น หากเปลี่ยนรถบ่อย ทุก 5 ปี จะเสียเงินไปเยอะมาก
สมมุติว่าใน 20 ปี
1. ในระยะเวลา 20 ปี เปลี่ยนรถไป 4 คัน เงินก็จะหายไป 4 x 300,000 บาท หรือประมาณ 1,200,000 บาท เป็นเงินที่หายไปจากราคารถที่ตกลงไป ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมค่าประกันภัย ค่าโอน ค่าผ่อน การจัดไฟแนนซ์ ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทางของรถทุกคัน ค่าใช้จ่ายโดยรวมจะมากกว่านั้น เกิน 1,400,000 บาท ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และรุ่นของรถ
2. ในระยะเวลา 20 ปี ใช้คันเดียวตั้งแต่ป้ายแดง สมมุติว่าขณะนั้นราคารถเหลืออยู่ที่ 100,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 1,000,000 บาท เงินจะหายไป 900,000 บาท สมมุติว่ามีค่าซ่อมบำรุงประมาณ 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายเรื่องรถจะหมดน้อยกว่าการเปลี่ยนรถบ่อย เพราะไม่ต้อง่จ่ายค่ำจัดไฟแนนซ์ ค่าผ่อน ดอกเบี้ย ค่าดำเนินการ ถึง 4 รอบ ภาษี ค่าซ่อมบำรุง ประกันภัยก็เช่นกัน หากประวัติดี จะได้รับส่วนลดค่าประกันภัย ผู้เขียนเคยใช้รถโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ จากประกันภัยชั้น 1 16,000 บาท ลดเหลือ ไม่ถึง 10,000 ในปีที่ 4

การวางแผนใช้งานรถอย่างย่าวนาน ต้องเน้นรถเล็ก เครื่องยนต์เล็ก จึงจะคุ้มค่า ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดงหรือรถมือสองก็ตาม

ตัวอย่างการซื้อรถ Eco คาร์มือสอง

กระทู้นี้บังเอิญไปเจอใน pantip.com รถ Honda Amaze อายุ 4 ปี เลขไมล์ 19,000 กม. ราคา 250,000 ถือว่าคุ้มมากๆ ประหยัดเงินไม่น้อยเลย และเลขไมล์น้อย ยังใช้งานหลักแสนกิโลเมตรได้สบายๆ ประหยัดเงินหลักแสนบาท ไม่ต้องซื้อรถใหม่ป้ายแดง เพราะรถใหม่ก็จะมีสภาพความสมบูรณ์ไม่หนีกันมากนัก เมื่อได้รถมาแล้ว ก็ดูแลซ่อมบำรุงตามระยะทาง หรือก่อนระยะทาง กับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รับรองว่าใช้งานได้เกิน 400,000 กิโลเมตรสบายๆ

ผู้เขียนเคยใช้ Honda City ตัวแรกสุด เครื่องยนต์ 1300 cc. เลขไมล์ตอนขายรถเกิน 430,000 กิโลเมตร ปัจจุบันน่าจะเกิน 500,000 กิโลเมตรแล้ว เพราะล่าสุดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่แอบไปดูรถ ก็เกิน 470,000 กิโลเมตรแล้ว ยังขับทางไกลได้สบาย เป็นรถเกียร์ธรรมดา

รถยนต์อายุประมาณ 4-5 ปี เลขไมล์น้อยๆ ถือว่าคุ้มค่ามาก เมื่อได้รถมาแล้ว ลุยซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ที่สำคัญให้หมด ก็ใช้เงินไม่ถึง 100,000 ก็จะได้รถที่ไว้ใจได้ ไม่ต่างจากรถใหม่เลยทีเดียว แต่ต้องซ่อมให้เป็น หัวใจสำคัญอยู่ตรงนี้ เช่น ต้องซื้ออะไหล่เอง หาอู่นอก ไม่ซ่อมศูนย์ ซ่อมทั้งระบบ พร้อมทำประวัติการซ่อมบำรุงไว้ด้วยตนเอง คราวนี้ก็จะใช้รถอย่างสบายใจ เพราะรู้ประวัติรถอย่างละเอียด ซื้อมา 250,000 บาท ซ่อมบำรุงอย่างเทพให้มีสภาพใกล้เคียงรถใหม่อีกสัก 100,000 บาท เช่น
– เปลี่ยนยางใหม่
– เปลี่ยนซีล ปั๊มน้ำ น้ำยาหม้อน้ำ วาล์วน้ำ
– แบตเตอรี่
– เครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ กรองน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมัน

แค่นี้ก็จะได้รถที่ยากจะสร้างปัญหาให้อย่างแน่นอน แต่วิธีซ่อมบำรุงแบบนี้ น้อยคนจะกล้าทำ เพราะมองว่าเสียเงินเปล่า มีแต่ผู้เขียนเท่านั้นที่กล้าทำ อย่างซื้อรถมา 72,000 ซ่อมไปอีกร่วม 80,000 เพื่อให้อยู่ในสภาพดีที่สุด ขึ้นเหนือลงใต้ ได้โดยไม่ต้องกลัวมีปัญหา ซ่อมแบบนี้ ก็จบ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นรถเดิมๆ และซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เหมือนรถมาตรฐานจากโรงงานเท่านั้น ห้ามแต่ง ห้ามดัดแปลง

ส่วนคันนี้ซื้อมา 35,000 บาท ทำหมดไปร่วม 200,000 บาท ขายไป 75,000 บาท ผิดพลาดเรื่องการซ่อม ไม่เช่นนั้น จะไม่หมดมากขนาดนี้ น่าจะประหยัดเงินไปเกือบแสนบาท ค่าทำสี ช่วงล่าง ค่าเปลี่ยนเครื่อง และทำระบบแก๊ส

5 5