ตัวอย่างรถกระบะ 100,000 ปี 2019 มีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง

รถกระบะ 100,000 ปี 2019 มีหลายยี่ห้อ หลายรุ่นที่น่าสนใจ รถราคาประมาณนี้อายุการใช้งานจะอยู่ประมาณ 20 ปีขึ้นไปอาจจะมีส่วนน้อยที่อายุไมถึง 20 ปี แต่รถส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมีความทนทาน ประหยัดน้ำมัน แม้จะได้รถที่ขับไปแล้วเกิน 400,000 กิโลเมตร ในบางรุ่นก็ยังสบายใจได้ว่า ใช้ต่อไปได้อีกร่วมล้านกิโลเมตร

ประเทศไทยเรานิยมใช้รถกระบะ แม้จะเป็นรถเก่าก็ตาม เพราะประโยชน์ใช้สอยของรถแบบนี้ค่อนข้างคุ้มค่ากว่ารถแบบอื่นและแม้จะเป็นรถเก่า แต่ในงบประมาณ 100,000 บาท ก็หาซื้อรถดีไว้ใช้งานได้สบายๆ

เรื่องต้องรู้รถกระบะงบประมาณ 100,000 บาท

ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถกระบะราคาประมาณนี้มาไว้ใช้งานก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจกับรถเหล่านี้เสียก่อน
1. การหาซื้อรถกระบะราคาไม่ถึงหนึ่งแสนบาทมาปรับปรุงซ่อมบำรุง
รถกระบะราคาไม่ถึง 100,000 มีตัวเลือกมาก จากประสบการณ์เคยซื้อเคยซ่อมมาหลายคัน งบประมาณนี้ซ่อมแล้วจบ ได้รถดีไว้ใช้งานอีกนาน โดยเฉพาะรถเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งค่อนข้างทนทานและประหยัด

2. ทำความเข้าใจกับเครื่องยนต์เบนซิน ติดแก๊ส
รถกระบะเครื่องยนต์เบนซินเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในงบประมาณหนึ่งแสนบาท แต่เครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันมากกว่า การติดแก๊สแม้จะประหยัด แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายสูงและการดูแลเพราะปัญหาจุกจิกที่เกิดจากระบบแก๊ส ระบบไฟฟ้า หากตัดสินใจเลือกรถประเภทนี้ ต้องเน้นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่สุด เพื่อความประหยัด และควรซื้อรถกระบะที่มีเครื่องยนต์รองรับมากเผื่อเป็นทางเลือกสำหรับการเปลี่ยนชนิดเครื่องยนต์ อย่างรถกระบะค่าย Toyota ซึ่งมีเครื่องยนต์รองรับมากทั้งดีเซลและเบนซิน

3. ทำความเข้าใจกับรถเปลี่ยนชนิดเครื่องยนต์
ในช่วงที่น้ำมันแพงดีเซลมากถึงลิตรละ 40 กว่าบาท บรรดารถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลต่างพากันไปเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเบนซินแล้วติดแก๊ส ซึ่งก็มีหลายรุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อย่าง เครื่อง J รถเหล่านี้จะมีราคาถูก แต่ควรหลีกเลี่ยง ห้ามซื้อ เพราะราคาขายต่อตกมาก และระบบแก๊สก็มักจะมีการใช้งานที่ค่อนข้างจุกจิก ปัญหาเยอะ ต้องมีความรู้เรื่องระบบแก๊ส เครื่องยนต์ใหญ่ทั้งกินน้ำมัน ทั้งกินแก๊ส เพราะแม้จะติดแก๊สแต่ก็ต้องเติมน้ำมันไว้ด้วย ไว้สตาร์ทน้ำมันก่อนจะสลับไปแก๊ส

4. ทำความเข้าใจกับรถที่ต้องทำสีทั้งคัน
รถกระบะราคาประมาณนี้ ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานค่อนข้างมากเกิน 20 ปีกันเป็นส่วนใหญ่ บางคันจะมีสภาพตัวถังและสีซีดแล้ว การทำสีทั้งคันจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นบาทขึ้นไป รถที่ผุมาก จึงไม่ควรเลือกซื้อ แต่อาจจะซื้อรถที่ไม่ผุ สีอาจจะซีดจาง แต่ก็ไม่ส่งผลใดๆ ต่อการใช้งาน หากเน้นไว้ใช้บรรทุกเป็นหลัก เพราะมีรถสำรองแล้ว

แต่หากเป็นรถคันเดียวของบ้าน ให้เลือกรถที่ไม่ต้องทำสี สภาพรถไม่น่าเกลียดเกินไปนัก เรื่องแบบนี้ทำใจยาก เวลาโดนแซวต้องมีความเป็นตัวเองสูงมากจริงๆ มีสไตล์ของตัวเอง

วิธีคำนวณค่าซ่อมบำรุงรถกระบะงบ 100,000 บาท เบื้องต้น

รถยนต์ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน หากรู้จักวิธีซ่อมบำรุงก็จะกลับมาใช้งานได้ดี การซ่อมใหญ่อาจจะมีรายจ่ายมาก หลักหมื่นหรือแสนบาท แต่ก็คุ้มเพราะจะได้รถที่มีความสมบูรณ์สามารถใช้งานได้อีกนาน แต่ในการซ่อมก็จะมีหลายเรื่องที่จะต้องรู้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ เช่น
1. การซื้อรถเครื่องยนต์เบนซินมาเพื่อติดแก๊ส ควรหลีกเลี่ยง แม้จะประหยัด แต่สุดท้ายหลายคนก็ต้องถอย ซึ่งตอนนั้นก็มักจะเสียเงินไปมากแล้ว เพราะปัญหาความจุกจิกจากระบบแก๊ส และรถยนต์ที่ติดแก๊สมานานแล้ว เครื่องยนต์ย่อมสึกหรอ อาจจะมีรายจ่ายการซ่อมเครื่องรออยู่หลักหมื่นบาท โดยเฉพาะเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อย่างพวกเครื่อง J ควรหลีกเลี่ยง ค่าใช้จ่ายเรื่องแก๊สหากยังไม่ติดตั้งก็มีรายจ่ายหลักหมื่นรออยู่ พร้อมกับปัญหาที่อาจจะซ่อมไม่รู้จักจบ
2. การทำสีทั้งคัน มีรายจ่ายหลักหมื่นบาท โดยเฉพาะหากมีผุ เป็นสนิมต้องทำสีด้วยแล้ว รายจ่ายจะเพิ่มมากขึ้น หากเน้นใช้บรรทุก ก็ไม่ต้องสนใจเรื่องสภาพภายนอก แต่หากใช้งานทั่วไป เป็นรถคันแรก คันเดียว การขับไปไหนมาไหน ก็ต้องใส่ใจกับภาพลักษณ์บ้าง ดังนั้นก็ควรเลือกคันที่ไม่ต้องทำสี หรือสีอยู่ในสภาพที่ยังดูดี อย่างคันนี้ ถ้าทำสี ก็คงจะประมาณ 2-3 หมื่นบาท

3. การซ่อมช่วงล่าง มีรายจ่ายหลักหมื่นเช่นกัน ยาง โช้ค ลูกหมากต่างๆ แร็คพวงมาลัย ต้องตรวจสอบให้ดีจะช่วยลดรายจ่ายส่วนนี้ได้
4. ห้องเครื่องยนต์ อะไหล่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ กรองน้ำมันเครื่อง สายพาน ซีลต่างๆในห้องเครื่องยนต์
5. ระบบระบายความร้อน หม้อน้ำ (ล้างหม้อน้ำ) วาล์วน้ำ ปั๊มน้ำ น้ำยาหม้อน้ำ เปิดฝาหม้อน้ำแล้วดูสีของน้ำ หากเป็นสนิมก็มีโอกาสจะต้องทำทั้งหมด เพื่อความสบายใจไร้ปัญหาความร้อน เครื่องร้อน
6. ระบบแอร์ น้ำยาแอร์ ต้องตรวจสอบให้ดีเช่นกัน แอร์ไม่เย็นอย่าวางใจ ค่าซ่อมเกิน 5,000 บาท
7. ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ไฟล์ต่างๆ ไดชาร์จ ไดสตาร์ท ต้องตรวจสอบให้ดี ก่อนจะซื้อ
8. การต่อภาษี พรบ ประกันภัย ทะเบียนไม่ขาด
9. คำนวณอัตราบริโภคน้ำมัน โดยคำนวณการใช้งานหลักๆ ของตนเอง ต้องคำนวณค่าน้ำมันให้ได้ น่าจะประมาณเท่าไรข้อมูลนี้สำคัญ เพราะค่าน้ำมัน เป็นรายจ่ายระยะยาว และค่อนข้างมาก กว่ารายจ่ายอื่นทั้งหมด หาข้อมูลได้จาก Google โดยพิมพ์ ชื่อ ยี่ห้อรถ รุ่น + กินน้ำมัน เช่น Toyota Mighty X ปี 1995 กินน้ำมัน หรือ Toyota Mighty X เครื่องยนต์ 2L กินน้ำมัน
.- อัตรากินน้ำมันค่อนข้างมาก กรณี ขับรถในเมือง จอด ชะลอรถบ่อย ทางโค้ง ถนนซอยเยอะ ไฟแดงเยอะ จำนวนผู้โดยสารการบรรทุก ขนของ
– อัตรากินน้ำมันน้อยลง กรณีขับทางไกล รถไม่ติด จอดหรือชะลอรถไม่บ่อย ทางตรง ไม่ติดไฟแดง ขับคนเดียวเป็นหลัก

10. เน้นซื้อรถเดิมๆ จากโรงงานเป็นหลัก รถแต่งล้อ แต่งแม็ค แต่งสารพัด ไม่ควรซื้อ การดัดแปลง ก็จะมีชิ้นส่วนที่ต่างไปจากมาตรฐาน เวลามีปัญหาการซ่อมบำรุงจะยากกว่า แพงกว่า หาซื้ออะไหล่ไม่ได้ อย่างแม็ก ถ้าเกิดไปตกข้างทาง แม็กแตกสักล้อก็มักจะต้องเปลี่ยนทั้งหมด หากหาซื้อลายเดิมไม่ได้ ในขณะที่การใช้กระทะล้อธรรมดา หรือล้อมาตรฐาน ก็ยังสามารถหาซื้อได้ไม่ยาก
11. รถในเมืองใช้งานมาก รถติดเครื่องย่อมทำงานหนักกว่า รถต่างจังหวัด ซึ่งยอมดีกว่า แม้จะขับมากกว่า แต่เน้นขับยาวๆ รถไม่ติด เครื่องไม่ช้ำ
12. ดูเจ้าของรถ การดูแล ที่จอดรถ ฐานะเงินทอง จะส่งผลโดยตรงต่อการดูแลรถ คนมีเงินย่อมรักชีวิตตัวเอง และรักของใช้ต้องรักษาให้อยู่ในสภาพดี อายุ วุฒิภาวะสูง ไม่ใช่เด็กวัยรุ่น หรือยังคึกคะนอง
13. อุปกรณ์ ชิ้นส่วนสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะหาได้ เบาะไม่ขาด ชิ้นส่วนภายในไม่มีชำรุดหรือน้อยที่สุด
14. รถเต็นท์แพงกว่ารถบ้าน และจะถูกอาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีแล้ว ดูสวยงาม ซ่อนปัญหาที่ยากจะดูออกเอาไว้ ควรหารถในต่างจังหวัดดีกว่า มีโอกาสดูรถได้ง่ายกว่า ผู้เขียนเคยซื้อรถจากเต็นท์ สภาพภายนอกดูดี แต่เพิ่งจะซ่อมมา รถเกิดอุบัติเหตุชนมุมขวามือ คานหน้าต้องตัดออก ล้อหน้าขวาแม้จะดัดแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าที่เหมือนเดิม แกนโช้คงอ กว่าจะรู้ก็เมื่อถอดออกมาซ่อม ส่งผลต่อการขับรถ ใช้ความเร็วสูง อันตราย รถไม่นิ่ง

รถกระบะราคาไม่ถึง 100,000 บาท

หากมีงบประมาณ 100,000 บาท นี่คือหนึ่งในทางเลือกสำหรับการหารถกระบะมาไว้ใช้งาน โดยซื้อรถที่ราคาไม่ถึง 100,000 บาทมาบูรณะ ซ่อมบำรุง บางคันอาจจะใช้งบไม่ถึง 100,000 บาท รวมทั้งค่ารถและค่าซ่อมบำรุงอย่างดี ก็จะได้รถดีไว้ใช้งานอีกนาน อย่างรุ่นนี้ ราคาประมาณนี้ ไม่ต้องทำสี ประหยัดเงินไปไม่น้อยกว่า 20,000 บาท อาจจะไม่ต้องซ่อมอะไรเลยหรืออาจจะลงทุนปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ ในงบรวมทั้งราคารถและค่าซ่อม 100,000 บาท จบแน่นอน แล้วก็ใช้กันยาวๆ

ส่วนรถกระบะบางคัน ที่มีสภาพสวย ซื้อมาแล้ว ก็ต้องถนอม ดูแลรักษาให้ดี ราคาก็จะไม่ตกไปกว่านี้ แต่การขายต่ออาจจะไม่ง่าย เพราะน้อยคนจะเข้าใจเรื่องรถ เห็นเป็นรถเก่าก็จ้องจะกดราคาอย่างเดียว ราคาไม่ตก แต่ก็ต้องใช้เวลาตามมาคู่แท้ หรืออาจใช้เวลาในการาขายรถพอสมควร

 

ตัวอย่างรถกระบะราคาไม่ถึงแสนเครื่องยนต์เบนซิน

รถกระบะราคาไม่ถึงแสน สำหรับปี 2019 จะมีตัวเลือกมากกว่ารถเครื่องยนต์ดีเซล แต่ เช่น

1. Nissan NV เครื่องยนต์เบนซิน 1600 cc ปี 1997 ราคา 55,000 บาท

2. Nissan Big M เครื่องยนต์เบนซิน 1600 cc ปี 1992 ราคา 48,000 บาท

3. Mazda Familia เครื่องยนต์เบนซินมีหลายขนาด เช่น 1200 cc, 1300 cc และ 1400 cc ปี 1992 ราคา 52,000 บาท

4. Toyota RN รถกระบะของ Toyota รหัส RN ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 12R ปี 1989 ราคา 45,000 บาท
5. Toyota Hilux Hero หรือ Hercules (เฮอร์คิวลิส) ใช้เครื่องยนต์เบนซิน (เครื่อง 1Y 1600 cc และ 2Y 1800 cc) ปี 1990
ราคา 55,000 บาท

6. Toyota Hilux Mighty X ใช้เครื่องยนต์เบนซินก็จะมีเครื่อง 2Y และก็มีบางคันที่เปลี่ยนเครื่องเป็น 1J, 2J เพื่อติดแก๊ส ปี 1992

 

ตัวอย่างรถกระบะราคาไม่ถึงแสน เครื่องยนต์ดีเซล

รถกระบะราคาไม่ถึงแสน เครื่องยนต์ดีเซล ตัวเลือกค่อนข้างน้อย โดยส่วนใหญ่ราคาจะอยู่ในช่วง 70,000 บาทขึ้นไป เมื่อซื้อมาแล้ว ก็ใช้เงินที่เหลือซ่อมบำรุงให้ดี ก็จะได้รถดี เช่น ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันครัช น้ำมันเบรคเช็คเบรค ฯลฯ ในงบประมาณ 100,000 บาท จบแน่นอน และได้รถที่มีสภาพสมบูรณ์ขับใกล้ไกล ไปได้สบาย
1. Nissan Big M นิสสันบิ๊กเอ็ม กระบะดีเซลส่วนใหญ่จะมีราคาเกิน 50,000 บาท เครื่องยนต์ 2500 cc มีทั้งเครื่องยนต์ฝาแดง (BD25) และเครื่องยนต์ฝาขาว (TD25) ตัวอย่างรถปี 1992 ราคา 55,000 บาท

2. Toyota Hilux จะมีทั้ง Hilux Hero และ Hilux Mighty X แนะนำตัวไมตี้เอ็กซ์ ใหม่กว่า อะไหล่เยอะ
– Toyota Hilux Hero ปี 1986 ราคา 57,000 บาท

– Toyota Hilux Mighty X ปี 1995 ราคา 59,000 บาท

 

3. Mitsubishi L200 cyclone ตัวอย่างรถปี ปี 1996 ราคา 52,000 บาท

4. ยี่ห้ออื่น นอกเหนือจากที่กล่าวมา โดยบางยี่ห้ออาจจะมีราคาถูก บางรุ่นไม่ได้รับความนิยม จะซื้อมาใช้งานจึงต้องคิดให้

รอบด้าน เช่น
– Ford (Marathon) ปี 1997 ราคา 49,000 บาท รุ่นนี้เครื่องยนต์ใช้ของ ISUZU ทนทาน หารถสภาพดีราคาถูกได้ แต่ตัวอะไหล่อื่นๆ ของฟอร์ด จะหายากสักหน่อย

– Mazda (Thunder) ปี 1994 ราคา 69,000 บาท รุ่นนี้ก็ไม่ต่างจาก Ford อะไหลหายากเช่นกัน รถขายน้อยคนไม่นิยม

– Isuzu (KB) ปี 1987 ราคา 40,000 บาท และสภาพสวย ปี 1986 ราคา 110,000 บาท สภาพเก่าเก็บ สวยงาม แต่ในความเห็นของผู้เขียน รุ่นนี้เก่ามากแล้ว ห่วงเรื่องอะไหล่ แม้จะเป็นยี่ห้อ Isuzu แต่ควรดูรุ่น TFR จะดีกว่า

ตัวอย่างรถกระบะประมาณ 100,000 บาท เครื่องยนต์ดีเซล

รถกระบะราคาประมาณ 1 แสนบาท อาจจะน้อยกว่า หรือมากกว่านี้เล็กน้อยจะเป็นกลุ่มรถมือสองที่มีขายมากที่สุด และมีโอกาสหารถดี สภาพดีได้ไม่ยาก

รถกระบะราคาประมาณ 70,000 บาทขึ้นไป

ในงบประมาณนี้จะสามารถหาซื้อรถที่มีสภาพดีได้ไม่ยาก ตัวถังภายนอก สีดี ไม่น่าเกลียด ไม่ผุ่ สีไม่ซีด จาง แตกลายงา เมื่อรวมค่าซ่อมบำรุงเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็จะใช้งบประมาณหนึ่งแสนบาทเล็กน้อย ก็จะได้รถดีไว้ใช้งานอีกนาน (แต่ต้องซ่อมให้เป็นนะ)ตัวถัง สีรถ ไม่ต้องทำก็ประหยัดเงินหลักหมื่นบาท ที่เหลือก็ตรวจสอบได้ไม่ยากว่ามีอะไรที่ต้องจ่ายค่าซ่อมแพงๆ ตามมาบ้างเช่น
1. ดูช่วงล่าง โช้ค ลูกหมาก ยางให้ดูว่า อายุมาน้อยแค่ไหนแล้ว ดูที่แก้มยาง จะมีตัวเลข สัปดาห์และปีบอกไว้ เช่น 4612 เป็นยางสัปดาห์ที่ 46 หรือประมาณเดือนพฤศจิกายน ในมือถือแอนดรอยด์จะสามารถตั้งค่าให้แสดงจำนวนสัปดาห์ในปฏิทินได้ยางมีอายุมาก ก็จะมีรายจ่ายประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป สวนอะไหล่อื่นๆ ก็ดูว่า แตก ชำรุด เสื่อมสภาพหรือไม่ พวกนี้ก็คือเงินทั้งนั้น ที่เราจะต้องจ่าย
2. ดูเครื่องยนต์ต้องแห้งสนิท ไม่มีน้ำมันเครื่องเยิ้ม เสียงเครื่องเดินเรียบ
3. เปิดดูฝาหม้อน้ำ (ขณะเครื่องเย็น ห้ามเปิดขณะเครื่องร้อน น้ำจะพุ่ง) แล้วดูสีของน้ำในหม้อน้ำ ถ้ามีสีแดงสนิมแสดงว่า ทั้งระบบจะต้องซ่อมเกิน 5,000 บาทขึ้นไป เช่น ล้างหม้อน้ำ เปลี่ยนวาล์วน้ำ ปั๊มน้ำ
4. ระบบแอร์ไม่เย็น ค่าซ่อมก็เกิน 5000 บาทขึ้นไป
5. แบตเตอรี่ 2500 บาทขึ้นไป
6. แผลเฉี่ยวชนมีหรือไม่ แม้จะเป็นแผลเล็กๆ แต่ค่าทำสีก็หลักพันบาทขึ้นไป รถต้องทำสีทั้งคันต้องหลีกเลี่ยง

 

รถกระบะราคาประมาณ 100,000 บาทหรือใกล้เคียง

ในงบประมาณใกล้เคียง 100,000 บาท อาจจะเกิน 90,000 บาท หรือเกิน 100,000 บาทเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะก็จะได้รถที่สภาพดีกว่า แต่รถเหล่านี้ก็จะมีรายการซ่อมดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้า ที่จะต้องตรวจสอบให้ดี เช่น ช่วงล่าง ยาง เครื่องยนต์ หม้อน้ำ ฯลฯ ก็จะพอประมาณค่าซ่อมได้ หากได้คันที่เจ้าของดูแลมาดี ก็อาจจะไม่ต้องทำอะไรเลย

ในงบ 100,000 บาท หากต้องการรถกระบะมือสองสักคัน ก็สามารถหารถในสภาพดีได้ หากเข้าใจการเลือกรถ การซ่อมบำรุงและการดูแลให้ดีเมื่อได้รถมาแล้ว การเล่นรถมือสองจะต้องใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ หรือความชอบ ไม่เช่นนั้นเจ็บตัวแน่นอนเช่น ต้องเลือกรุ่นยอดนิยมเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาในการดูแลซ่อมบำรุงที่จะตามมา รถขายดี อะไหล่ก็มาก

4 4