ตัวอย่างรถกระบะ 50000 บาท ปี 2019 มีรถรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง

รถกระบะราคาประมาณ 50,000 บาท ในปี 2019 มีเหลือให้เลือกไม่ยี่ห้อ ไม่กี่รุ่นแล้ว และส่วนใหญ่สภาพก็เริ่มแย่เต็มทีเราจะไปดูกันว่ามีรุ่นใดบ้าง ยังใช้งานได้อีกนานแค่ไหน ต้องซ่อมอะไรอีกบ้างถ้าคิดจะซื้อมาใช้งาน

รถกระบะเป็นรถที่มีประโยชน์ใช้สอย ในเรื่องการบรรทุก หรือเป็นรถไว้ทำมาหากิน แม้จะเป็นรถราคาถูกในงบประมาณ50,000 บาท ก็ยังมีหลายรุ่นที่ยังใช้งานได้ดี โดยเฉพาะการใช้งานเพื่อบรรทุกในระยะใกล้ๆ ใช้งานในไร่ในสวน

เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อรถกระบะงบประมาณ 50,000 บาท

1. รถสภาพดีหาได้ยาก ต้องหลีกเลี่ยงรถที่ผุ ขึ้นสนิม ต้องปะผุ ทำสีทั้งคัน เพื่อประหยัดค่าทำสีประมาณ 25,000 บาทขึ้นไปเพราะแม้จะซ่อมสีอย่างดี แต่อาจจะซ่อมไม่จบ ถ้าต้องทำสี ก็ต้องได้รถที่มีเครื่องยนต์ดี มีค่าทำสีอย่างเดียว แต่ถ้าต้องซ่อมทั้งทำสี ทั้งเครื่องยนต์ต้องหลีกเลี่ยง เพราะต้องจ่ายอีก 7 หมื่นบาท ก็อาจจะไม่จบ
2. หาซื้อรถที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด มีค่าซ่อมรออยู่น้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ อย่าใจร้อน
3. หากต้องการรถที่สมบูรณ์ อยู่ในสภาพดีต้องเตรียมเงินค่าซ่อมอย่างเต็มที่ เกิน 50,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่จะใช้งานยาวๆ ใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
4. แม้จะซ่อมอย่างดีแล้วก็ตาม รถเหล่านี้ก็อ่าจจะมีราคาขายต่อไม่มากกว่านี้ ไม่เกิน 7-8 หมื่น ผู้เขียนเคยซื้อมา 72,000ซ่อมหมดไปเกิน 80,000 บาท เมื่อใช้งานไปสักพักก็ขายไปในราคา 75,000 บาท ซึ่งรถอยู่ในสภาพดี ซื้อไปไม่ต้องซ่อม
5. รถเครื่องยนต์เบนซิน จะค่อนข้างกินน้ำมัน หลายคันที่ติดแก๊สมาหลายปีเครื่องยนต์อาจเริ่มแย่เต็มที ส่วนรถเครื่องยนต์ดีเซลก็มีตัวเลือกไม่มาก แต่ประหยัดกว่า สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องติดแก๊ส ค่าน้ำมันไม่ถือว่าแพงมาก พอรับได้ แต่หารถยากพอสมควร
6. ซื้อรถที่นิยมใช้กันเท่านั้น หลีกเลี่ยงรถคลาสสิค รถเพื่อสะสม รถเหล่านี้ต้องการการดูแลมากกว่าปกติ
7. รถไม่ได้ต่อภาษี จะมีร่ายจ่ายเพิ่ม ดังนั้นเลือกเลือกรถที่ทะเบียนไม่ขาด
8. เลือกรถกระบะที่ไม่เปลี่ยนเครืองยนต์ เป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ผิดไปจากเดิม เช่น เปลี่ยนเป็นเครื่อง J รถเหล่านี้ราคาถูกแต่ซื้อมาแล้ว สร้างปัญหาแน่นอน เครื่องยนต์ใหญ่กินน้ำมัน กินแก๊ส อย่าเห็นแก่ของถูก จะเจ็บตัว
9. ราคารถอาจจะไม่ตายตัวที่ 50,000 บาท อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ราคาสูงกว่า
10. เครื่องยนต์เบนซินกินน้ำมันกว่าเครื่องดีเซล การนำรถไปติดแก๊ส จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลักหมื่นบาท ตามมาด้วยการบำรุงรักษา ต้องการการดูแลมากกว่า ไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากจะต้องตามแก้ปัญหากับระบบแก๊ส หรือแม้แต่รถติดแก๊สมาแล้ว ก็ไม่แนะนำ ปัญหาจุกจิกตามมาเยอะกว่า โดยเฉพาะกับระบบไฟฟ้า อาจจะซ่อมไม่มีวันจบ
11. เครื่องยนต์ดีเซลปัญหาจุกจิกน้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน แต่ตัวเลือกในท้องตลาดมีไม่มาก เช่น Toyota Hilux Mighty X หรือNissan Big M แต่รถเหล่านี้ขายต่อง่าย
12. รถตอนเดียว ขายง่ายกว่ารถมีแค๊ป รถที่มีสภาพดี ราคาจะคงที่แล้ว อยู่ประมาณ 7-8 หมื่นบาท ขอเพียงรักษาสภาพได้ดีก็หายห่วง ราคาไม่ตกแล้ว ขายต่อง่าย
13. รถกระบะแบบมีแค็ปเล็ก ก็ยังพอเก็บของได้ และเอนเบาะนอนได้ หากเน้นรถไว้ใช้งานมีผู้โดยสารบ้าง บรรทุกบ้าง รถแบบนี้จะค่อนข้างคุ้ม
14. ในรถบางรุ่น อะไหล่ของแท้หลายอย่างหาไม่ได้แล้ว เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย มีแต่ของเทียม ใช้ได้ไม่นานก็จะเริ่มหมอง
15. การซื้อรถเหล่านี้มาใช้งาน อาจจะใช้เป็นการเฉพาะกิจ เช่น มีความจำเป็นต้องขนย้ายสิ่งของจำนวนมาก แต่ก็ไม่บ่อย การซื้อรถแบบนี้มาไว้ใช้อาจจะประหยัดเงินกว่าการจ้างรถขนย้าย หากได้รถที่สมบูรณ์ไม่ต้องมีค่าซ่อมมากนัก เมื่อขายต่อราคาก็จะไม่ตก ซื้อมา 5 หมื่นบาท ก็อาจจะขายได้ราคาเท่าเดิม เผลอๆ อาจจะมีกำไรด้วยซ้ำไป เพราะรถเหล่านี้ราคาทรงตัว ไม่ลดไม่เพิ่มแล้ว

ตัวอย่างรถกระบะ 50,000 บาทเครื่องยนต์เบนซิน

รถกระบะเครื่องยนต์เบนซินในงบ 50,000 สำหรับปี 2019 จะมีตัวเลือกมากกว่ารถเครื่องยนต์ดีเซล เช่น

Nissan NV

Nissan NV ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1600 cc เป็นเครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์ หารถที่ไม่เคยติดแก๊สจะหาได้ค่อนข้างยาก สภาพเครื่องจะค่อนข้างแย่ รุ่นนี้แม้จะเป็นรถเล็กแต่กินน้ำมันพอสมควร แต่เป็นรถเล็กคล่องตัว รองรับการบรรทุกได้ไม่มากประมาณ500 กิโลกรัม เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถไม่บ่อย ถ้าใช้งานทุกวันคงจะไม่ไหวแน่ กินน้ำมัน

อัตราการกินน้ำมัน
1. ขับในเมือง จอดบ่อย ชะลอรถบ่อยๆ ติดไฟแดงบ้าง เลี้ยวบ้าง อัตรากินน้ำมันจะอยู่ประมาณ 7-9 กิโลเมตรต่อลิตร กรณีบรรทุกหนักอาจน้อยกว่า 7 กิโลเมตรต่อลิต ดังนั้นหากใช้บรรทุกของหนัก ขับบ่อย จอดบ่อย จะยิ่งกินน้ำมันมาก
2. ขับนอกเมือง ทางยาว รถไม่ติด ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรากินน้ำมันจะอยู่ประมาณ 12 กิโลเมตรต่อลิตรขึ้นไป
3. การติดแก๊สอาจจะเป็นทางเลือกที่ประหยัด แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับความจุกจิก ของระบบแก๊ส ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีเวลาเข้าอู่ และไม่มีความรู้ เรื่องระบบแก๊ส ระบบไฟฟ้า

Nissan Big M

Nissan Big M รถกระบะรุ่นนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้ง เบนซินและดีเซล โดยเครื่องยนต์เบนซินจะมีให้เลือกระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน Z16 1600 cc และ Z20 2000 cc เป็นเครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งเครื่องยนต์ก็มีอายุมากแล้ว หลายคันจะติดแก๊สเพื่อความประหยัด สภาพเครื่องยนต์อาจจะเริ่มแย่เต็มทีสำหรับรถติดแก๊ส

อัตราการกินน้ำมัน
1. ขับในเมือง จอดบ่อย ชะลอรถบ่อยๆ ติดไฟแดงบ้าง เลี้ยวบ้าง อัตรากินน้ำมันจะประมาณ 6-8 กิโลเมตรต่อลิตร กรณีบรรทุกหนัก บรรทุดของหนัก ชะลอรถบ่อย จอดบ่อย จะยิ่งกินน้ำมันมาก
2. ขับนอกเมือง ระหว่างจังหวัด ทางยาว ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บางคันอัตรากินน้ำมันอาจจะได้ประมาณ10-11 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ปัจจุบันไม่น่าจะเกิน 10 กิโลเมตรต่อลิตร
3. การติดแก๊สอาจจะเป็นทางเลือกที่ประหยัด แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับความจุกจิก ของระบบแก๊ส ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีเวลาเข้าอู่ และไม่มีความรู้

เครื่องยนต์
รถรุ่นนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งดีเซล ซึ่งจะประหยัดน้ำมันมากกว่าเครื่องเบนซิน ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดจะเลือกเครื่องยนต์แบบใด แต่รถเครื่องยนต์ดีเซลจะมีราคาสูงกว่า 50,000 บาท ส่วนการเลือกเครื่องยนต์เบนซินแล้วเผื่อจะเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ดีเซลในภายหลังนั้นไม่ควรทำ เพราะทำให้เสียเงินมากขึ้น หลักหมื่นบาท

เครื่องยนต์ของ Nissan มีหลายรุ่นที่สามารถนำมาติดตั้งใน Nissan Big M ได้ แต่ก็ไม่ควรทำอยู่ดี เพราะมีแต่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กินน้ำมันไม่ต่างกัน และต้องมีค่าติดแก๊สหลักหมื่นบาทตามมา ซึ่งไม่ควรทำ รวมทั้งการเปลี่ยนเครื่องข้ามยี่ห้อด้วยเช่นกัน

Mazda Familia

Mazda Familia เป็นรถกระบะขนาดเล็กใช้เครื่องยนต์เบนซินมีให้เลือกหลายขนาด เช่น 1200 cc, 1300 cc และ 1400 cc แม้จะใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก แต่เรื่องการกินน้ำมันก็ไม่น้อยเลย อีกทั้งเครื่องยนต์ก็เก่่ามากแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะนำไปติดแก๊ส เป็นรถเล็กที่สามารถขนของได้ไม่น้อยเลยทีเดียว รถกระบะเล็กๆ แบบนี้ นิยมกันมากทางภาคเหนือของไทย การเลือกซื้อควรเลือกรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 1400 cc ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด เป็นรถเล็กๆ ที่เหมาะสำหรับการใช้งานระยะใกล้ๆ ขับทางไกลเหนื่อย ยางเดิมๆ จะเป็นขอบ 13 นิ้ว ใช้น้ำมันโซฮอลล์ได้

รถรุ่นนี้ล้อหน้าเป็นแบบดรัมเบรค หากลงน้ำจะมีปัญหา เบรคจะจับไม่เท่ากัน การขับรถในหน้าฝน ขับลุยแอ่งน้ำต้องระวัง เวลาเบรค รถอาจหมุน หรือท้ายปัด เพราะเบรคจับไม่เท่ากัน ล้อที่เปียกน้ำ เบรคจะจับดีกว่า

อัตราการกินน้ำมัน
1. ขับในเมือง จอดบ่อย ชะลอรถบ่อยๆ ติดไฟแดงบ้าง เลี้ยวบ้าง อัตรากินน้ำมันจะไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อลิตร กรณีบรรทุกหนัก บรรทุดของหนัก ชะลอรถบ่อย จอดบ่อย จะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้น
2. ขับนอกเมือง ระหว่างจังหวัด ทางยาว ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บางคันอัตรากินน้ำมันอาจจะได้ประมาณ12 กิโลเมตรต่อลิตรขึ้นไป
3. การติดแก๊สอาจจะเป็นทางเลือกที่ประหยัด แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับความจุกจิก ของระบบแก๊ส ระบบไฟฟ้า ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีเวลาเข้าอู่ และไม่มีความรู้เครื่องยนต์

รถยี่ห้อนี้ ไม่ค่อยมีเครื่องยนต์ให้เลือกมากนัก แต่ก็มีเครื่องยนต์ของค่ายอื่นอย่าง Toyota 4age หรือ Datsan A12-A15 เป็นตัวเลือก หากเครื่องแย่มากแล้ว แต่หากจะต้องซื้อมาเพื่อวางเครื่องใหม่ก็ไม่ควรทำ รายจ่ายจะเพิ่มอีกหลายหมื่นบาท เพราะเครื่องยนต์เบนซินรุ่นเก่าค่อนข้างกินน้ำมันโดยเฉพาะเครื่องยนต์ขับหลัง ขับในเมือง รถติด อย่างไรก็ได้ไม่เกิน 7-9 กิโลเมตรต่อลิตร

ส่วนนอกเมืองก็ไม่น่าจะเกิน 12-13 กิโลเมตรต่อลิตร ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นี่คือเครื่องยนต์ขนาดเล็กประมาณ 1400-1500 cc หากเครื่องยนต์ใหญ่กว่านี้ ก็ไม่ต้องพูดถึง เมื่อนั้นก็ต้องติดแก๊สมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมาอีก พร้อมกับความจุกจิกของระบบแก๊ส ถ้าจะลงทุนมากขนาดนี้จะไม่คุ้ม เพราะไม่ใช่รถตลาด ที่คนนิยมใช้กัน

Toyota RN

รถกระบะของ Toyota รหัส รุ่นนี้ค่อนข้างเก่ามาแล้ว และใช้เครื่องยนต์เบนซิน 12R แต่รุ่นนี้ก็จะมีบางรุ่นที่วางเครื่องยนต์ดีเซลโดยจะใช้รหัสรถ LN เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2200 cc ข้อดีของรถ Toyota จะเป็นเรื่องอะไหล่ที่มีรองรับมาก เครื่องยนต์ก็เช่นกันมีเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่สามารถนำมาวางในรุ่นนี้ได้ หากไม่ต้องการเครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งเก่ามากแล้ว

อัตราการกินน้ำมัน
รถรุ่นนี้กินน้ำมัน ไม่ได้ต่างไปจากรถรุ่นที่กล่าวมา ทั้ง Nissan หรือ Mazda ในเมืองก็ประมาณ 7-9 กิโลเมตรต่อลิตร นอกเมืองขับต่างจังหวัด ก็ไม่เกิน 12 กิโลเมตรต่อลิตร

สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ส่วนใหญ่มักจะนำไปติดแก๊ส สภาพเครื่องยนต์ก็แย่กันพอสมควร หากคิดจะนำมาบูรณะซ่อมให้มีสภาพดี ก็ต้องใจรัก หรือใช้ตามสภาพ บางคนก็นำมาแต่งเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งใช้งบหลักแสนบาท

Toyota Hilux Hero

Toyota Hilux Hero หรือ Hercules (เฮอร์คิวลิส) เป็นกระบะยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งของโตโยต้า สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน(เครื่อง 1Y 1600 cc และ 2Y 1800 cc) ในปัจจุบันราคาซื้อขายอยู่ประมาณ 50,000 บาท อาจจะมากกว่านี้สำหรับรถที่มีสภาพสมบูรณ์ ส่วนรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล (2L 2500 cc) จะมีราคาสูงกว่า ประมาณ 7 หมื่นบาทขึ้นไป

อัตราการกินน้ำมัน
สำหรับรถเครื่องยนต์เบนซินจะกินน้ำมันไม่ต่างไปจากรถกระบะในยุคเดียวกัน ในเมืองก็ประมาณ 7-9 กิโลเมตรต่อลิตร หรือไม่ถึง 7 กิโลเมตรต่อลิตรกรณีบรรทุกหนัก ขับๆ จอดๆ รถติดในเมือง ส่วนนอกเมือง ขับต่างจังหวัด ก็ไม่เกิน 12 กิโลเมตรต่อลิตร หรือน้อยกว่านี้ ตามสภาพเครื่อง ส่วนใหญ่ก็จะนำไปติดแก๊ส

รถกระบะของ Toyota ได้รับความนิยมนำไปบูรณะปรับแต่ง ทำไหม่ รวมทั้งรุ่นนี้ด้วย เพราะเครื่องยนต์ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งเบนซินและดีเซล สภาพสวยๆ อาจจะมีราคาเกินแสนบาทก็มี

Toyota Hilux Mighty X

รถกระบะรุ่นนี้ของ Toyota ได้รับความนิยมมาก ขายดี สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินก็จะมีเครื่อง 2Y และก็มีหลายคันที่เปลี่ยนเครื่องเป็น 1J, 2J เพื่อติดแก๊ส เครื่องยนต์ 2Y ก็กินน้ำมันมากพอแล้ว การเปลี่ยนไปใช้เครื่อง J ก็จะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้นไปอีก ดังนั้นรถรุ่นนี้เครื่องยนต์เบนซินจึงไม่ควรซื้อ ติดแก๊สก็จุกจิก อาจจะมีปัญหาไม่จบ ต้องมีความรู้ทั้งระบบแก๊ส ระบบไฟฟ้า

อัตราการกินน้ำมัน
สำหรับรถเครื่องยนต์เบนซินจะกินน้ำมันไม่ต่างไปจากรถกระบะในยุคเดียวกัน ในเมืองก็ประมาณ 7-9 กิโลเมตรต่อลิตร หรือไม่ถึง 7 กิโลเมตรต่อลิตรกรณีบรรทุกหนัก ขับๆ จอดๆ รถติดในเมือง ส่วนนอกเมือง ขับต่างจังหวัด ก็ไม่เกิน 12 กิโลเมตรต่อลิตร หรือน้อยกว่านี้ ตามสภาพเครื่อง

รถรุ่นนี้ยังมีอะไหล่อยู่มาก ถือว่าน่าเล่นที่สุด สำหรับรถกระบะราคาประมาณ 50,000 บาท ในขณะนี้ แต่ต้องซื้อรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ดีที่สุด ซื้อง่ายขายคล่อง สภาพดี ราคาก็สูงตามไปด้วย เก็บไว้ราคาไม่ตก เงินไม่หาย

สรุป รถกระบะเครื่องยนต์เบนซิน
รถกระบะเครื่องยนต์เบนซินค่อนข้างเก่าแล้ว เครื่องมีอายุมาก และกินน้ำมัน หากใช้งานมาก ขับบ่อย ขับทุกวัน ก็มีทางเลือกด้วยการนำไปติดแก๊ส แต่ก็ต้องแลกกับการดูแล การซ่อมบำรุงมากกว่าปกติ ต้องมีความรู้ เรื่องระบบแก๊ส ระบบไฟฟ้า ไม่เช่นนั้นจะใช้งานอย่างไม่มีความสุขอย่างแน่นอน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าบางอย่างก็รวนมาก บางทีก็เป็นที่ไดชาร์จ คอล์ยบ้าง หัวเทียนบ้าง สวิทซ์สลับแก๊สกับน้ำมันบ้าง วนอยู่อย่างนี้ น่าเบื่อมาก หากมีรถคันเดียวจะสร้างปัญหา อาจจะต้องพารถเข้าอู่ทุกเดือน

หากเน้นใช้งานบ่อย ควรเลือกซื้อรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมัน และประหยัดแก๊ส และเน้นรุ่นที่มีอะไหล่ง่าย ซ่อมง่าย อย่าง Nissan หรือ Toyota จะไม่เสียเวลาซ่อมและหาอะไหล่ แต่รถยนต์เหล่านี้ใช้เครื่องยนต์ 1600 cc ขึ้นไป เรื่องความประหยัดคงจะเป็นไปได้ยาก ถ้าไม่ติดแก๊ส

ตัวอย่างรถกระบะ 50,000 บาทเครื่องยนต์ดีเซล

รถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลในงบประมาณ 50,000 บาท ตัวเลือกค่อนข้างน้อย รถส่วนใหญ่ราคาจะอยู่ในช่วง 50,000-80,000 บาทขึ้นไป ซึ่งรถสภาพดี ราคาจะทรงตัวอยู่ประมาณ 7 หมื่นบาทขึ้นไป บางคันอาจจะมีราคาเกิน 100,000 บาท ก็มี

โดยรถที่มีราคาประมาณ 50,000 สภาพรถมักจะต้องซ่อมอีกหลายหมื่นบาท เช่น อาจจะต้องทำสีใหม่ทั้งคัน แต่หากเน้นไว้บรรทุกใช้งานแบบไม่สนใจอะไรมากนัก ใช้ในไร่ในสวน บรรทุกหนัก ใช้งานลุยๆ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ อาจจะเผื่อค่าซ่อมส่วนอื่น เช่น เปลี่ยนยาง ทำเครื่อง ช่วงล่าง ส่วนรถราคา 70,000 บาท ขึ้นไป มักจะมีสภาพที่ดี ไม่ต้องทำสี อาจจะทำเครื่อง ช่วงล่าง หรือส่วนอื่นๆ บ้าง แต่จะไม่มากนัก

Nissan Big M

นิสสันบิ๊กเอ็ม กระบะดีเซลส่วนใหญ่จะมีราคาเกิน 50,000 บาท เครื่องยนต์ 2500 cc มีทั้งเครื่องยนต์ฝาแดง (BD25) และเครื่องยนต์ฝาขาว (TD25)

เครื่องยนต์ฝาแดง (BD25)
เครื่องบล็อกนี้มีความทนทานและประหยัดน้ำมัน อัตราการกินน้ำมันขับทางไกลความเร็วไม่เกิน 100 ได้ประมาณ 14 กิโลเมตรต่อลิตร ขึ้นอยู่กลับความเร็วที่ใช้ การบรรทุก การจราจร

เครื่องยนต์ฝาขาว (TD25)
อัตราการกินน้ำมันขับทางไกลความเร็วไม่เกิน 100 ได้ประมาณ 13 กิโลเมตรต่อลิตร ขึ้นอยู่กลับความเร็วที่ใช้ การบรรทุก การจราจร

รถเครื่องยนต์ดีเซลหากขับช้ากว่านี้ เช่น คงที่ 60 หรือ 80 อัตราการกินน้ำมันก็จะน้อยกว่านี้ รถรุ่นนี้นิยมใช้กันมาก อะไหล่มาก ซื้อไว้ใช้ไม่ต้องกลัวลำบากทั้งเรื่องการซ่อม อะไหล่หรือขายต่อ ขายง่าย

Toyota Hilux Mighty X

หากพิจารณาข้อมูลหลายๆ ด้านแล้ว รถกระบะ Toyota Hilux Mighty X ถือว่าน่าใช้ที่สุดในบรรดารถกระบะราคาประมาณ50,000 เพราะขายดี จึงมีอะไหล่เยอะมาก นอกจากนิสสัน Big M แล้วก็มีรุ่นนี้ที่ซื้อแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน คุ้มค่าเงิน ใช้งานสบายใจ อะไหล่ยังหาซื้อได้ แต่ราคาก็จะสูงกว่า 50,000 บาท เล็กน้อย

รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ 2L 2500 cc. อัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ความเร็ว การบรรทุก ขับทางไกลความเร็ว ไม่เกิน 100 ก็อยู่ประมาณ 12 กิโลเมตรต่อลิตรขึ้นไป ก็ยังมีทางเลือกสำหรับการประหยัดน้ำมันเช่น ขับด้วยความเร็วคงที่ 60 หรือ 80 อัตราการกินน้ำมันก็จะน้อยกว่านี้ แต่คงไม่เหมาะสำหรับคนชอบขับรถเร็ว โดยเฉพาะการเดินทางไกล

สำหรับรถรุ่นนี้จะมีปัญหาเรื่องท้ายเบา เวลาเบรคแม้จะเป็นทางตรงก็ตาม หากพวงมาลัยไม่ตรงก็เตรียมจะปัดหรือหมุน จึงไม่เหมาะสำหรับการขับเร็ว แต่ขึ้นเขา ลงเขา แรงดี นิยมใช้กันมาก

Mitsubishi L200 cyclone

ในยุคเดียวกันนี้ นอกจาก Nissan, Toyota แล้ว ก็จะมี Mitsubishi L200 Cyclone อีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยม ช่วงล่างดีเครื่องแรง แต่จะเสียเปรียบเรื่องอะไหล่ที่น้อยกว่า ทั้ง Nissan และ Toyota แนะนำให้ลองหาข้อมูลอะไหล่จากร้านอะไหล่ใกล้บ้านดูก่อน อย่างผู้เขียนจะอยู่ใกล้สระบุรี ซึ่งมีร้านอะไหล่ใหญ่ มีทุกยี่ห้อ หาได้ไม่ยาก

ส่วนอัตราการกินน้ำมัน ทั้ง Nissan, Toyota และ Mitsubishi จะกินน้ำมันใกล้เคียงกัน สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

ยี่ห้ออื่น

สำหรับยี่ห้ออื่นๆ ก็จะมีเหมือนกัน เช่น Ford (Marathon), Mazda (Thunder), Isuzu (KB) แตความนิยมจะน้อยกว่า มีรถขายน้อยกว่าเรื่องอะไหล่ก็ย่อมจะหาได้ยากกว่า จึงอาจจะเป็นตัวเลือกที่ต้องมองข้ามไปก่อน การใช้รถเก่าควรเน้นรถที่มีอะไหล่เยอะคนนิยม ตลาดนิยม การเล่นรถเก่าต้องมองเรื่องความง่ายในการดูแลรักษา การซ่อมบำรุง และอะไหล่ ผู้เขียนเคยใช้รุ่นที่คนไม่นิยม ซึ่งสร้างปัญหาอย่างมากในการหาซื้อะไหล่ เวลารถเสีย บางทีก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้อะไหล่ เสียเวลาทำงาน

อัตราการกินน้ำมัน
Ford Marathon รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลของ Isuzu ฝาดำ ประหยัดน้ำมันพอๆ กันกับรถยี่ห้อที่กล่าวมา แต่น่าห่วงเรื่องอะไหล่ อื่นๆ

Mazda Thunder รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลของ Isuzu ฝาดำ ประหยัดน้ำมันพอๆ กันกับรถยี่ห้อที่กล่าวมา แต่น่าห่วงเรื่องอะไหล่อื่นๆ เช่นเดียวกับ Ford Marathon

Isuzu KB ปกติแล้วรถยนต์ของ Isuzu จะเป็นที่นิยม แต่อาจเว้นรุ่นนี้ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 และ 2.5 เครื่องยนต์ของ

Isuzu ขึ้นชื่อเรื่องความประหยัดและทนทาน แต่รถมีขายน้อย จึงน่าเป็นห่วงเรื่องอะไหล่บางอย่าง กลัวจะหาได้ยาก

สรุป รถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล
รถกระบะราคาประมาณนี้ค่อนข้างเก่าแล้ว จึงต้องเลือกรุ่นที่ยังสามารถหาอะไหล่ง่าย ก็ต้องยอมรับว่า Toyota นั้นเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แม้จะไม่ใช่รถที่ดีที่สุดก็ตาม โดยเฉพาะในเรื่องช่วงล่าง แตก็สามารถปรับแต่งได้ หากเน้นบรรทุก Nissan Big M เป็นตัวเลือกที่ดี แต่หากเน้นขับขี่ทั่วไป Toyota ก็ใช้งานได้ดี โดยเฉพาะการขับขึ้นดอย ลงดอย ดีกว่า Nissanรถราคาประมาณนี้ เมื่อซื้อมาแล้ว ก็ดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดี ราคาจะไม่ตกไปมากกว่านี้อีกแล้ว สภาพสวยๆ ก็จะอยู่ที่เกิน 7 หมื่นบาทขึ้นไป ซื้อเก็บไว้ใช้งานก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุนมาก คุ้มค่าอย่างแน่นอน

สำหรับงบประมาณ 50,000 บาท จริงๆ แล้ว อาจจะเป็นราคารถเท่านั้น รถมือสองนั้น จำเป็นต้องเตรียมเงินไว้เผื่อการซ่อมอีกหลายหมื่นบาท เพื่อซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ รถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลนั้นจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเครื่องยนต์เบนซิน ซ่อมง่าย ไม่จุกจิก ทนทาน ซ่อมแล้วจบ